Archive for the ‘My Study’ Category

ทดสอบงานวิจัยที่โรงพยาบาลธนบุรี 27-12-2554

2011.12.30
14:22

วันนี้ได้รับเกียรติจาก คุณหมอ เชิดพงศ์ หังสสูต ให้สามารถนำเครื่องมือวัดแรงกดแบบจุด ที่ทางได้พัฒนาขึ้นจาก ห้องแล็ปปฏิบัติการวัดและประมวลผลทางชีวการแพทย์ ของ วิศวกรรมชีวการแพทย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งในวันนี้ได้นำเครื่องมือวัดแรงกดแบบจุด มาทดสอบการเก็บข้อมูลของผู้ป่วย 2 ราย ซึ่งรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลธนบุรี

ท่านแรก เป็นเพศชาย อายุ 28 ปี น้ำหนัก 97.1 กิโลกรัม ส่วนสูง 170 เซนติเมตร อาการที่ตรวจพบคือ มีอาการเป็นบาดแผลใต้ฝ่าเท้าที่บริเวณ Meta Tarsal Head 5 ซึ่งเมื่อทดสอบจากการเดินบน Harris Mat ปรากฏว่า มีแรงที่กดลงบริเวณแผลเป็นจำนวนมาก (สีเข้ม) บริเวณ MTH5 ทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา เมื่อสอบถามประวัติ จึงทราบจากคุณหมอว่า ชายผู้นี้เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่เด็ก

หลังจากนั้นคุณหมอจึงได้ทำแผล และติดวัสดุที่คล้ายๆกับสติ๊กเกอร์สุญญากาศบนบริเวณบาดแผลของผู้ป่วย หลังจากนั้นจึง Mark ตำแหน่ง เพื่อที่จะติด Sensor วัดทั้งก่อนและหลังการปรับปรุงรองเท้า เพื่อดูว่าตัวเลขที่แน่ชัด ของการทำให้เกิด Force Peak ณ. ตำแหน่งนั้นๆ มีค่ามากน้อยเพียงใด

ต่อจากนี้เป็นขั้นตอนการติดเครื่องวัดบริเวณขาของผู้ป่วย และทำการวัดตลอดเวลาที่เดิน ซึ่งขีดความสามารถของเครื่องนี้คือ สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1-6 จุดในเวลาพร้อมกัน โดยสามารถเก็บข้อมูลโดยรวมได้ 1,000 Hertz หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า ในเวลา 1 วินาที สามารถเก็บข้อมูลจาก Sensor ที่ติดอยู่บริเวณตำแหน่งที่ต้องการวัด ได้ถึง 1,000 ข้อมูลในเวลาเดียวกัน ซึ่งประโยชน์ของเครื่องนี้หลักๆนั้น จะเป็นตัวที่สามารถ Re-Check ระหว่างการดัดแปลงรองเท้า หรือ แผ่นรองส้นเท้า ทั้งก่อนและหลังได้ เช่นก่อน การดัดแปลงรองเท้า มี แรงกดบริเวณตำแหน่งนั้นๆ 700 kPa (กิโลปาสคาล) แต่หลังการดัดแปลงรองเท้า เช่น เจาะให้เป็นรู หรือ การทำ แผ่นรองส้นเท้าพิเศษให้เข้ากับรูปเท้า อาจจะลดแรงกดบริเวณตำแหน่งนั้นๆได้ อย่างน้อย 40-50% หรืออาจจะมากกว่านั้น เช่น อาจจะลดจาก 700 kPa เหลือเพียง 300 kPa เป็นต้น เมื่อเราสามารถทราบตัวเลขระหว่างก่อนและหลังแล้ว อาจจะวางสมมุติฐานได้ว่า เมี่อแรงกดลดลงบริเวณตำแหน่งที่สนใจ อาจจะทำให้บาดแผล หรือ อาการเจ็บปวดบริเวณนั้น สามารถที่จะหายได้เร็วขึ้นเป็นต้น

นอกจากเราได้พัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ติดกับผู้ป่วยในขณะเดินแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งคือ ซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล หรือ อ่านข้อมูลจาก SD-Card ที่ถูกบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากเครื่องมือวัดแรงกดแบบจุด ซึ่งข้อมูลที่ได้ออกมานี้เป็นข้อมูลที่แสดงถึงการอ่านย้อนกลับ ตั้งแต่ต้นของการเดิน จนถึงการจบการเดิน และผลที่ได้มีลักษณะดังรูปต่อไปนี้


ดูข้อมูลโดยรวม โดยยังไม่มีการ Zoomไป ตำแหน่ง Force Peak ที่สนใจ (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)


ข้อมูลหรือบริเวณ Force Peak ที่เราในใจ ซึ่งจากรูป Peak สูงที่สุดของช่วงการเดินผู้ป่วยรายนี้คือ 512 kPa  (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)

จาก 2 รูปด้านบน เป็นรูปที่แสดงถึงข้อมูล ก่อนการดัดแปลงรองเท้า ซึ่งชายผู้นี้ บริเวณ MTH5 มีการกระทำจากแรงใต้ฝ่าเท้าสูงถึง 512 kPa ซึ่งเราได้จินตนาการว่า หากทำการดัดแปลงรองเท้าของผู้ป่วยแล้ว อาจจะทำให้แรงที่สูงขนาดนี้ ลดลง จึงได้ทำการดัดแปลงรองเท้าโดยวิธีการง่ายๆ คือ ทำการ Mark ตำแหน่งที่มีบาดแผล และ เจาะบริเวณพื้นรองเท้า ไม่ให้ แผลได้กระทบกับพื้นรองเท้าอีก ซึ่งวิธีการนี้ อาจจะทำให้ผู้ป่วย หายจากบาดแผลที่เป็นอยู่ ไม่ช้าก็เร็ว

หลังจากที่ทำการดัดแปลงรองเท้าของผู้ป่วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจึงให้ผู้ป่วย ติดระบบเซ็นเซอร์ที่ได้พัฒนาขึ้น อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำการตรวจสอบว่า น้ำหนักที่ตกลงบริเวณจุดที่เราสนใจนั้น มีการเปลี่ยนแปลงลดลงหรือไม่ ซึ่งผลที่ได้ แสดงในรูปต่อไปนี้


ดูข้อมูลโดยรวม โดยยังไม่มีการ Zoomไป ตำแหน่ง Force Peak ที่สนใจ  (หลังการดัดแปลงรองเท้า)


ข้อมูลหรือบริเวณ Force Peak ที่เราในใจ ซึ่งจากรูป Peak สูงที่สุดของช่วงการเดินผู้ป่วยรายนี้คือ 273 kPa  (หลังการดัดแปลงรองเท้า)

จะเห็นว่าแรงที่กระทำบนบริเวณแผลนั้น ถูกลดลงเหลือเพียง 273 kPa เท่ากับว่า วิธีการดัดแปลงรองเท้า สามารถลดแรงที่กระทำกับบาดแผล ได้ถึง 46.67% นับว่าเป็นวิธีการที่ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย

จากนั้นเป็น ผู้ป่วยรายที่ 2 เพศหญิง อายุ 63ปี น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 160 เซนติเมตร อาการเบื้องต้นที่ตรวจพบคือ บริเวณนิ้วโป้งเท้าด้านขวามีอาการเป็นบาดแผล จึงให้เดินบน Harris Mat จากนั้นได้ทำแผล เหมือนกับผู้ป่วยรายแรก

สิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงผู้นี้นั้น สังเกตเห็นจาก มีจุดส่วนใหญ่ที่เป็น High Pressure อยู่ที่บริเวณนิ้วทั้ง 5 ของเท้าผู้ป่วย เมื่อสอบถามบุตรชายจึงได้ความว่า ผู้เป็นมารดาชอบยืนอยู่กับที่แล้วมีอาการเล็บจิกไปยังพื้นที่ยืนอยู่ ทำให้บางครั้งไม่สามารถทรงตัวได้ดี จากนั้น จึงได้ลองทดสอบโดย ให้ผู้ป่วย ติดเครื่องวัดแรงกดแบบจุดและทำการทดสอบ ทั้งก่อนและหลัง จากดัดแปลงรองเท้า


ดูข้อมูลโดยรวม โดยยังไม่มีการ Zoomไป ตำแหน่ง Force Peak ที่สนใจ (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)


ข้อมูลหรือบริเวณ Force Peak ที่เราในใจ ซึ่งจากรูป Peak สูงที่สุดของช่วงการเดินผู้ป่วยรายนี้คือ 158 kPa  (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)

สังเกตเห็นว่า จริงๆแล้ว จากข้อมูลที่ถูกนำกลับมาเปิดย้อนหลังดู ปรากฏว่า ช่วง Peak สูงสุดมีเพียงครั้งเดียวเพียงช่วงแรกๆคือ ประมาณ 158 kPa แต่หลังจากนั้น ระหว่างจังหวะการเดินนั้น แรง Force ที่เกิดขึ้น อยู่ในช่วงที่ต่ำมาก ซึ่งจะมีช่วงการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ประมาณ 40-60 kPa เท่านั้น จึงสรุปว่า ช่วงแรกที่แรง Force ที่เกิดขึ้น 158 kPa อาจจะอยู่ในช่วงของการลงจากเตียง ซึ่งอาจจะมีช่วงเวลาที่ทำให้เกิด Spike Force เกิดขึ้น แต่น้ำหนักที่ลง ในเวลาเดินอยู่เพียงในช่วง 40-60 kPa เท่านั้น

จึงได้เกิดข้อสงใสกับผู้หญิงชรารายนี้ ว่าเพียง 40-60 kPa สามารถทำให้เกิดบาดแผลได้ขนาดนี้เชียวหรือ จึงเตรียมการเจาะรูรองเท้าเช่นเดียวกับบุคคลแรก ปรากฏว่า ในขณะที่ทำการวัด Size รูที่จะเจาะรองเท้า ได้พบกับสิ่งผิดปกติของรองเท้า หญิงชรารายนี้ ซึ่งเป็นดังรูป

สิ่งที่เกิดขึ้นกับรองเท้า ของผู้ป่วยรายนี้ แล้วทำให้เกิดแผลนั้น ไม่ใช่เกิดจากแรง Force ที่เกิดจากการเดินเล็บจิกอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกิดจาก ภายในรองเท้ามีเหล็ก โผล่ออกมาบริเวณนิ้วโป้ง ที่ทำให้เกิดแผล แล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยรายนี้ เมื่อเดินกับระบบเซ็นเซอร์ที่ติดบริเวณปลายนิ้วแล้ว แรงกระทำที่เกิดขึ้นมีค่าน้อยมาก จึงไม่ต้องทำการเจาะรูรองเท้าของผู้ป่วยรายนี้ เพียงแต่นำเหล็กที่โผล่ออกมา ออกจากรองเท้าไปนั่นเอง

ตอนนี้รู้สึกว่างานที่ทำ มีประโยชน์กับผู้ป่วยบ้างไม่มากก็น้อย สามารถเปรียบเทียบสีหน้าของผู้ป่วยได้จาก ตอนเข้าห้องคุณหมอมา กับตอนออกไปจากห้อง ความรู้สึกนั้นมันต่างกัน การที่คนไข้เข้ามาบอกว่ามีปัญหาตรงนี้ เราวัด บอกค่าเค้าไปเช่น 500 kPa แต่ตอนหลังก่อนออกจากห้องตัวเลขมันลดลงได้ รุ้สึกชื่นอกชื่นใจ ที่ในประเทศไทยเรา ยังมีคุณหมอบางท่านหรือหลายๆท่าน ที่เห็นคุณค่าเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาโดยคนไทยด้วยกันเอง เนี่ยแหละ คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก…

และจะกลับมาพบกันใหม่ เมื่อออกหน้างานอีกครั้ง ^^’

Popularity: 5% [?]

การกลับมาอีกครั้ง..หลังจากที่หายไปนาน?

2011.08.04
23:01

ช่วงนี้ ไม่ค่อยมีเวลา และไม่มีเวลาจริงๆ การเรียนระดับปริญญาโทนี่ไม่ใช่เรื่องหมูอย่างที่คิด จึงเข้าใจพี่ๆหลายๆคน ที่ไม่จบปริญญาโท ในสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ให้ได้ภายใน 2 ปี ซึ่งตอนนี้ก็ได้พบกับตัวเอง และคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากด้วย สิ่งนั้นก้อคือ “งาน” ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวิชา ซึ่งมันไม่หมูๆเหมือนปริญญาตรีที่จะอยุ่ดีดีลอกแล้วมาส่งกันได้ อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่เรียนจำนวนน้อย และภูมิความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น จึงต้องมีคำว่า “คิดเองเอาซะบ้าง” เกิดขึ้นในหัวสมอง

ซึ่งปัจจุบัน งานวิจัยก็ยังไม่ได้ไปถึงไหน ตอนแรกคิดว่าจะทำ Plantar Pressure Measurement แต่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เซ็นเซอร์มีราคาแพงมาก ตัวละ 900 บาท แต่ถ้านำมาใช้เป็น Array จะต้องทำถึง 80 ตัว ต่อเท้า 1 ข้าง และปัญหาต่อมาก็คือ อุปกรณ์เซ็นเซอร์แต่ละตัวที่ได้มานั้น มันก้อไม่ได้หมายความว่า ผลการตอบสนองจะเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้เครียดแล้วเครียดอีก เพราะกราฟแต่ละตัว แทบจะไม่ซ้อนทับกันเลยก็ว่าได้ เห้อ…

ตอนนี้สิ่งที่ทำ ก็คือ อาจจะเปลี่ยนจากการทำ Plantar Pressure Measurement หรือ Foot Scan มาเป็น Force Plate แทน ซึ่งจะลองไปคุยกับ สมาคมการกีฬาแห่งประเทศไทย อาจจะนำไปใช้ผนวกกับ เรื่องของ Reaction Time ของนักมวย ตอนนี้ก็ยังอยุ่ในขั้นวิจัย และคงต้องเป็นไปอีกนาน อ่ะนะ

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปอบรมที่สำนักบริการคอมพิวเตอร์ เป็นการอบรมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสถาบัน ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้เป็นผู้โดนรับเชิญหรืออะไร แต่ว่าพี่อั๋น ที่เป็นคนดูแล IT ของวิศวกรรมศาสตร์ ได้เชิญไปด้วย เนื่องจากอาจจะเห็นว่าตอนนี้ก็ได้ดูแล(ชั่วคราว) อยู่ที่ตึก B ถ้าเกิดว่าไป อาจจะสามารถแก้ไขอะไรเบื้องต้นได้ หากเกิดปัญหาเน็ตเวิร์กล่มที่ตึก B เนื่องจากว่าตึก B เป็นโหนดนึง ที่โดนดึงไปใช้งานหลายตึก และค่อนข้างจะมีปัญหามากๆ ทำให้เน็ตของภาค ติดๆ ดับๆ เล่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

ซึ่งจากการไปเทรนครั้งนี้ก็พบว่า จริงๆแล้วปัญหาต่างๆนั้น อาจจะเกิดที่ตัวเราเอง คือ User ภายในสาขาวิชาเอง ที่เป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้เกิด Network แย่ๆลง ซึ่งอาจจะเกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การ ลงระดับ Hub/Switch มากกว่า 3 Level เป็นต้น เนื่องจากมันเป็นตึกเก่า แต่ละห้องใช้อินเตอร์เน็ตลากสายไปมากันอย่างสนุกสนาน เวลาเกิดปัญหาจริงๆก็แก้ไขยาก เนื่องจากระบบตอนแรกไม่จัดสรรเป็นอย่างดี จุดรวม Switch ที่ออกมาจากตัว Switch Layer3 ของ Backbone นั้น เดินสายไม่เป็นระเบียบ และไม่ Mark แน่นอนว่า Port นี้คือของห้องนี้ เวลาเกิดปัญหามันก็เลยยากที่จะจัดการ

นอกจากนี้ ที่ได้ไปสำนักบริการคอมพิวเตอร์ก็ได้ไปเจอกับเจ้าหน้าที่ หลายๆท่าน ซึ่งอาจจะเคยร่วมงานกันมาบ้าง แต่รู้สึกว่าการไปครั้งนี้ อะไรทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปหมด ชีวิตคนเราอาจจะมาถึงขั้นที่อาจจะต้องเดินด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะให้พี่ๆเค้ามาเอาใจใส่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ดีที่เห็นทางสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มีเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาใหม่หลายๆท่าน และอาจจะทำให้งานสามารถราบรื่นไปได้ด้วยดี แต่ใจจริงที่คิดไว้ จริงๆแล้วก็ไม่ได้อยากจะออกจากการช่วยงานที่สำนักบริการคอมซะเท่าไหร่ เพราะโตมากับที่นั่น มีพี่กิตติที่เคยให้โอกาส คอยแนะนำ ส่งเสริมในเรื่องต่างๆ รวมถึง อาจารย์นรินทร์ ที่เคยช่วยเหลือ หางานมาให้ทำ ต่างๆนาๆ แต่ปัจจุบัน กาลเวลาเปลี่ยน คนก็คงเปลี่ยน ถ้าเกิดว่ามันมีทางอื่นที่ดีกว่า เค้าก็คงวิ่งไปเส้นทางอื่น ดีกว่าใช้คนเดิมๆ งานเดิมๆ เทคนิคเดิมๆก็เป็นได้

เหตุผลหลายๆอย่างที่ไม่กล้าที่จะไปทำที่สำนักวิจัยก็คือ

1. ผู้คนตอนนี้มีมากมาย แต่ละคนมีการแบ่งงานอย่างชัดเจน ถ้าเกิดไป อาจจะทำให้มีผลกระทบกับงานที่บุคคลนั้นๆรับผิดชอบอยู่
2. เจ้าหน้าที่หน้าใหม่เข้ามามากมาย พื้นที่เริ่มคับแคบ เพราะต้องแบ่งตึกครึ่งหนึ่ง ให้กับวิทยาลัยการจัดการ เวลาทำงานอาจจะไม่มีสมาธิ
3. การที่จะต้องไปประจำอยู่ที่สำนักบริการคอมนั้น อาจจะทำให้ลำบากใจ เนื่องจากมีภาระการเรียนหนังสือ และงานวิจัยที่หนักเอาการ แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับ การยอมรับในสังคมที่มีหน้าใหม่ๆเข้ามา

ซึ่งวันก่อน ก็ได้มีโอกาสไปแวะหาอาจารย์นรินทร์ ไปสวัสดี แต่เนื่องจากแกอาจจะไม่มีเวลา จึงได้แค่สวัสดี แล้วก็เดินจากไป นี่อาจจะเป็นตัวบ่งชี้หนึ่ง ที่ในขณะนี้ทางสำนักบริการคอมพิวเตอร์ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสบาย โดยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญกว่าที่มีมาแต่ก่อน ถึงอย่างไร ก็ต้องขอบคุณพี่เปิ้ล ที่ยังเป็นห่วงและเป็นใย ตลอด และช่วยทุกๆอย่างที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ลาไปบวชอยู่ จริงๆก็ไม่ได้มีความโกรธเคืองอะไร แต่ว่า อาจจะมีความเข้าใจผิดจนถึงทุกวันนี้ที่ยังสาเหตไม่ได้ แต่ยังไงก็แล้วแต่ สิ่งที่ผ่านมาแล้ว มันก็ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก คงได้แต่คิดแต่ความทรงจำดีดี ที่เคยทำงานร่วมกันมา ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่อยู่ CSAG ทำโปรเจ็กต์ต่างๆนาๆ เซ็ต Server, Broadcast Radio ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต, เว็บไซต์ HotSpot, Software KMITL หรือแม้เว็บสถาบันก็แล้วแต่ ซึ่งมันยังคงเป็นความทรงจำที่ดีๆตลอดมา ไม่เคยลืมเลือนจริงๆ…

คำว่าเพื่อน มีค่าหนัก กว่าคำไหน
คำว่าเพื่อน คือค่าใจ และค่าจิต
คำว่าเพื่อน ควรค่า คะนึงคิด
คำว่าเพื่อน คือมิตร ตลอดกาล

ต่อไปก็ยังไม่รุ้ว่าเป็นยังไง แต่ชีวิตทุกคนก็ต้องก้าวเดินไปข้างหน้า ขอให้เพื่อนคนที่เอ่ยถึง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำให้ CSC เป็นอย่างที่ ผอ. เคยบอกไว้ว่า We Service, We Care ให้ได้ละกันเน้อ…

ต่อไปคงมาอัพบ่อยๆ แล้วพบกันใหม่ ^^;

Popularity: 3% [?]

Update Zigbee Project (Wireless Sensor Network)

2011.04.05
21:33

และแล้วทุกอย่างก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ทั้งการสอบโปรเจ็กต์ สอบสัมภาษณ์ป.โท แต่วันนี้เราจามาพูดกันเรื่องโปรเจ็กต์ที่ได้ทำไปตอนปี 4 ดีกว่า ว่าคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง แล้วมานดีอย่างไร? มาเริ่มกานเรย !!!

โปรเจ็กต์ที่ทำมา ก็คือ Wireless Network Sensor มี Sensor Node กระจายตามจุดต่างๆ เป็นบริเวณกว้าง ที่สนใจใช้กับโปรเจ็กต์นี้ก็คือ ใช้ทางด้านเกษตรกรรม คือวัด อุณหภูมิ และวัดความชื้น โดย Sensor Node ต่างๆจะส่งข้อมูล ผ่านโปรโตคอล Zigbee มายังที่ Zigbee Coordinator และทำการแปลงข้อมูลเหล่านั้นผ่าน Gateway เพื่อที่จะส่งต่อไปยังตัว Server อีกทีหนึ่ง โดย Packet ในระบบที่วิ่งไปวิ่งมาตัว Gateway จะเป็นตัวบริหารจัดการ เก็บข้อมูล Packet API เหล่านั้น ลงใน Log บน Gateway (จริงๆในอนาคตอยากจะทำการเก็บข้อมูลลงใน SD Card ได้ เพื่อที่จะตรวจสอบข้อมูล Log เชิงระยะยาว) ทีนี้ข้อมูล API นอกจากที่จะอ่านบน Gateway คือ (ARM7 Cortex-M3 แล้ว) ยังถูกส่งต่อให้กับ Server อีกด้วย ข้อมูล API เหล่านั้น จะถูกแปลงโดย GUI ที่เขียนขึ้นโดย C#.NET โดยมีหน้าต่างบริหาร ให้ผู้ใช้เข้าใจได้โดยง่าย

นอกจาก Server รอรับข้อมูลจาก Gateway แล้ว ยังทำการเก็บข้อมูลลง ฐานข้อมูล MySQL โดยเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ผู้อื่น ตรวจสอบ/ดึงข้อมูลที่ถูกเก็บในระยะยาว ผ่าน เว็บไซต์ ที่ถูกออนไลน์ผ่าน โปรโตคอล TCP/IP ได้อีก

จากรูปแรก นอกจากที่เก็บข้อมูลจากโหนดปลายทางแล้ว เป็นการเฝ้าระวังระบบ ของเรามีสิ่งที่พิเศษก็คือ สามารถควบคุมระบบได้อีกด้วย ซึ่งสามารถใช้งานได้ในระบบปิด เป็นระบบ เฝ้าระวังและควบคุม อย่างเช่น รับค่าอุณหภูมิมา แล้วที่โหนด server ทำงานในโหมดเฝ้าระวังและควบคุมอยุ่ แล้วตรวจสอบได้ว่าอุณหภูมินั้นมีค่าสูงกว่าค่าอุณหภูมิขอบเขต (Temperature Threshold) ที่ถูกเซ็ตค่าไว้ ก็จะทำการส่งสัญญาณบางอย่างกลับไปควบคุมที่โหนดปลายทางได้ เช่น อุณหภูมิสูง ก็ส่งไปควบคุมวงจรรีเลย์ให้ทำการเปิดสวิต ทำให้พัดลมหมุน (จำลองจากเครื่องปรับอากาศ) อุณหภูมิก็จะสามารถเข้าสู่สมดุลได้ดังที่เคย

ต่อมามาดูอีกโหนดที่เป็นความชื้นก็เช่นกัน ถ้าค่าความชื้นที่ถูกส่งมา มีค่าต่ำกว่าที่เราต้องการในระบบปิด ระบบก็จะส่งสัญญาณออกไปควบคุมที่โหนดปลายทางนั้นๆ ให้ทำการเปิดสวิต โดยไปขับรีเลย์ ให้เครื่องกำเนิดความชื้นทำงาน (Humidifier)

ซึ่งระบบทั้งหมดที่ออกแบบมานี้ ได้ทดลอง แล้วสามารถใช้งานได้จริง โดยจำลองระบบขึ้นมา และทำการวัด ทั้งมอนิเตอร์ 24 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียว / ทดสอบควบคุมอุณหภูมิระบบปิด / ทดสอบควบคุมความชื้นระบบปิด

นอกจากนี้ยังได้ศึกษาเซ็นเซอร์ต่างๆ เข้าใจวิธีการนำเซ็นเซอร์มาใช้งาน ตั้งแต่เข้าใจหลักการพื้นฐานของเซ็นเซอร์ เข้าใจ Datasheet / ทำการสอบเทียบ ดูช่วงการใช้งานเซ็นเซอร์ และผลตอบสนอง / สร้างวงจรเพิ่มเติมให้เซ็นเซอร์เหล่านั้นมาใช้งานกับระบบของเราได้ เป็นต้น

จากด้านบนเป็นโปรแกรม GUI เฝ้าระวังและควบคุม ระบบ Zigbee Network ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด โดยทุกตัวเชื่อมต่อเป็นลักษณะ เครือข่ายแบบ MESH TOPOLOGY ด้านขวามือเป็นการมอนิเตอร์ข้อมูลที่จำเป็นในการแสดงผล ให้ผู้ใช้งาน ตรวจสอบแม้เพียงตาผ่านได้ว่า ข้อมูลในขณะนั้นๆเป็นยังไง

ส่วนด้านซ้ายมือจะแยกเป็นส่วนๆดังนี้

ส่วนล่างสุด เป็นการ Monitor Command สำหรับผู้รู้ระบบลึกๆ คือข้อมูลในระบบ API ทั้งหลาย ที่วิ่งไปวิ่งมา ผ่านตัว Coordinator จะถูกแสดงผลที่จุดนี้ แสดงข้อมูลตั้งแต่ เวลา วันที่ API Packet ที่ได้รับ หน้าที่ต่างๆ MAC ที่ถูกส่งมาจากปลายทาง สถานะเอาท์พุท ค่า ADC ที่ได้รับจากเซ็นเซอร์ต่างๆ เป็นต้น

ต่อมา เป็นการแสดง Information อย่างคร่าวๆ ว่าสถานะออนรึเปล่า ข้อมูลส่งมาล่าสุดเมื่อไหร่ อุณหภูมิ และ ความชื้นมีค่าเท่าใด สถานะเอาท์พุท อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงอยู่นั้น เปิดหรือปิดอยู่เป็นต้น

ส่วนต่อมา จุดสำคัญคือ Network Mode Control ว่าจะเป็นแบบ Manual (เฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว) หรือแบบ Auto (เฝ้าระวังและควบคุม)  ต่อมาด้านขวา คาบเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูล (หน่วยเป็นวินาที) โดยสามารถเซ็ตได้จาก เมนู Setting ในโปรแกรม

เอาเป็นว่าน้ำจิ้มแค่นี้ก่อนละกัน เพราะว่ามันมีฟังก์ชั่นที่เซ็ตค่าในโปรแกรมเยอะ เดวจะพิมพ์กันไม่เสร็จวันนี้…

ต่อมาเป็นหน้าเว็บไซต์ โดยที่ ตัว server ที่รัน GUI นั้นยังทำหน้าที่เป็น Webserver เชื่อมต่อ Database อีกด้วย เพื่อเรียกดูข้อมูลผ่านออนไลน์ได้

นี่คือหน้าเว็บไซต์ที่ได้ออกแบบไว้…

โดยตัวเว็บนี้สามารถ ดูข้อมูลที่จำเป็น ณ.เวลานั้นๆได้ สามารถ พล๊อตกราฟตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา / 7 วันที่ผ่านมา / 1 เดือนที่ผ่านมา หรือ 1 ปีที่ผ่านมาได้ และยังสามารถแสดงผลข้อมูลเหล่านั้น ลงสู่ไฟล์ Excel เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Export ข้อมูลออกไป ทำ Report อื่นๆ หรือ ไปพล๊อตกราฟรูปแบบอื่นๆ หรือ ได้ข้อมูลตามช่วงเวลาที่ต้องการได้

รูปแรก โหนดนี้เอาไว้ควบคุมอุณหภูมิ อ่ะนะ เป็นบอร์ด Demo เฉยๆ

รูปสอง รูปภาพรวมของทุกโหนด ที่สามารถนำไปไว้ตามจุดต่างๆเพื่อทดสอบได้จริง โดย ซ้ายสุดเป็น Gateway เชื่อมต่อกับ Server และ Xbee Coordinator

รูปสาม เป็นภายในของโหนด Zigbee ว่ามีอะไรบ้าง แต่ละโหนดจะไม่มี MCU ตัวอื่นนอกจาก โมดูล Xbee อยู่เลย เพราะอาจารย์บอกว่า ถ้าเอา MCU ไปทิ้งไว้ตัวนึง เหมือนเพิ่ม Cost ที่โหนดนั้นๆ แสดงว่าต้องทำอะไรที่ได้มากกว่านี้ อย่างเช่นอาจจะเก็บ Log File หรือทำอะไรด้วยตัวเองได้ นอกจากนี้ที่ทำแบบนี้ จะได้ใช้โมดูล Xbee Series2 ได้อย่าง Full-Function

(เห็นรูปนี้แล้วรู้สึกเสียดายที่กลุ่มอื่นหลายๆกลุ่ม ใช้ Zigbee เพียงแค่ แทนสายเส้นนึง คือต่อแทนสายอากาศ และก้อไม่ได้ใช้ Digital IO หรือ Analog Input ของมันเลย รู้สึกเสียดายจิงๆนะ… เพราะตัวนึงก้อไม่ใช่ถูกเลย ถ้าเอามาใช้แทนเสาอากาศนี่ น่าจะใช้พวก โมดูล RF แบบอื่นๆ ที่ราคาไม่แพง น่าจะเหมาะสมกว่า)

รูปสี่ เป็นโรงเรือนจำลอง ที่ใช้ตอนทำการทดลอง ทั้งเพิ่มอุณหภูมิ และ ลดความชื้นในระบบ แล้วดูว่า ระบบของเราสามารถที่จะควบคุมปัจจัยสิ่งเหล่านั้นได้รึเปล่า ปรากฎว่าควบคุมได้จิงๆอ่ะนะ…

รูป 5 เป็นรูปคืนก่อนสอบโปรเจ็กต์ ต้องเอาเข้าไปหมดนี่เลย แถมโน๊ตบุคอีก 2 ตัวด้วยกัน ตัวนึง Present ตัวนึงทำเป็น WebServer

รูป 6 อีกซักรูป

รูป 7 THESIS หนามากๆ อาจารย์ให้ทำซะเยอะเลย ทั้งหมดก็ประมาณ 214 หน้าได้  T^T  ทำเล่มทีจนเลย เหอๆ

หลังจากที่สอบโปรเจ็กต์เสร็จ ก็ถึงเวลาจากลา จัดห้องคืนอาจารย์ อิอิ ขอบคุณอาจารย์ กสิน วิเชียรชม มากๆ ที่ดูแลทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบเลย จะมีอาจารย์ที่ไหนที่ดีขนาดนี้อีก T^T อยู่ช่วยพรีเซ้น 2-3 วัน ตั้งแต่เช้า วันสุดท้ายเสร็จเกือบตีสอง ซาบซึ้งมากๆ….

ในที่สุดก็จบแล้วซะที เห็นว่าโปรเจ็กต์นี้มีบริษัทติดต่อมาขอซื้อ แต่ยังอยู่ในช่วงเจรจากันอยู่ ว่าไงก็ว่ากัน ถ้าไม่ได้ใช้อะไรมันก็ไม่ได้ประโยชน์ใช่มั๊ยหละ ก้อเอาไปเป็นวิทยาทานเผื่อจะทำขายได้จริงๆอ่านะ = =’

ต่อไปก้อต้อง…สู้ต่อไป วิศวกรรมชีวการแพทย์ อาจารย์ให้ Paper มาอ่านตั้งเยอะ ยังอ่านไปไม่ถึงไหน เหอๆๆๆ T^T

ต่อไปคงไม่ได้ทำต่อกับอาจารย์กสินแล้วหล่ะ อาจารย์ถนัดเรื่อง VLSI หรือพวกออกแบบ IC อ่ะนะ รู้สึกมานยากแน่ๆ ไม่ค่อยถนัดคำนวณหนักหน่วงเยอะๆซะเท่าไหร่ ประกอบกับ พี่เรียนหมอ แล้วเมื่อเทอมที่แล้วเคยเรียนวิชาเลือก Biomedical Electronics รู้สึกว่าชอบวิชานี้มากๆ ก็เลยตัดสินใจแล้วว่าจะต่อทางด้าน Biomedical Engineering อ่ะนะ ทำงานวิจัย คงหนีไม่พ้น Instrumentation หรือพวก Signal Processing แหละ

สู้กันต่อไป ทาเคชิ!

Popularity: 6% [?]

กลับมาแล่ววว!!! หายหน้าไปนานเลย

2011.03.10
0:56

ดองบล๊อกไว้หลายเดือนมากๆ แบบว่าไม่ได้โพสต์ในสิ่งที่อยากโพสต์เลย ตามจิงมานก้ออยากมาพิมพ์ทุกวันนะ แต่ว่าด้วยภาระหน้าที่ที่มีอยุ่ แล้วก้อต้องทำให้เสร็จ เห่อๆ…

วันนี้ เป็นวันสอบวันสุดท้ายแหละ และเป็นวันสอบที่ทำข้อสอบที่สบายใจที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลย ไม่รุ้ดิ ทำไมมันเหนข้อสอบแล้วแบบว่า เห้ย ไมง่ายจังวะ เห้ย ข้อนี้เคยทำแล้ว เห้ย ข้อนี้มีในเท็คนีหว่า เห้ยข้อนี้มานจำมาตรงเด๊ะๆ ฯลฯ… แบบว่าทำสุดฝีมือมากๆอ่ะ แล้วก้อคิดว่าค่อนข้างมั่นใจกะวิชานี้มากๆ เอาเป็นว่าวิชานี้ Data Communication and Networking จะแก้แค้นวิชา Computer Communication Network ของอาจาน รัตติกรครั้งก่อนให้ได้ อิอิ…

ต่อมามาพูดถึงเรื่องโปรเจ็กต์กานต่อ ตอนนี้ก้อเสร็จ 100% แล้ว เหลือ present วันที่ 15 นี้แหละ ยังไงก็จะทำให้ดีที่สุดอ่ะนะ และแล้วก็จะสิ้นสุดซะที วันนี้ตอนสอบดาต้าคอม อาจานกสินมาบอกว่า มีอาจารย์ภาคเกษตร สนใจโปรเจ็กต์ อยากจะทำโรงเรือนปิดจริงๆ โดยมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งอาจารย์มองเห็นแล้วว่า น่าจะเป็นโรงเรือนที่ใหญ่ จึงต้องใช้ไวเรส เข้าช่วยแหละ เลยคิดว่า Zigbee Network น่าจะเอามาประยุกต์ใช้งานได้กับงานวิจัยของอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งอนาคตอาจจะเป็นแนวทาง ให้ทางอาจารย์เค้ามาปรึกษา หรือ เข้าไปร่วมวิจัยในงานวิจัยของเค้าด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคต ที่จะต้องดูกันต่อไปอ่ะนะ…

ต่อไปมาพูดถึงว่าจะเอาไงต่อกะชีวิตดี สรุปแล้วก้อคือไม่ทำงานอ่ะนะ เรียนต่อ ที่เดิมเนี่ยแหละ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลักสูตรปริญญาโท วิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งหลายๆคนอาจจะงงกะชื่อนี้ ชีวะ มีอะไร เกี่ยวกะชีวะรึเปล่า? แล้วเข้ากับวิศวะได้ยังไง? แล้วการแพทย์ที่มีต่อคืออะไร? เอาสรุปว่า สาขานี้ อาจจะเป็นสาขาที่ยังใหม่อยู่ก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ใหม่มากนะ เพราะทำกันมานานแล้ว พวกงานวิจัยก่อนหน้านี้ แต่ทำงานวิจัยเก่าๆนั้น จะไม่ได้ออกมาในนามของ วิศวชีวการแพทย์ แต่ออกมาในสาขา ป.โท อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง ชีวการแพทย์นั้น ก็เน้นงานวิจัยไปด้านพวก ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เครื่องมือแพทย์ กล้องส่อง การประมวลผลรูปภาพทางการแพทย์ ต่างๆ ซึ่ง งานวิจัยเหล่านี้ สามารถนำเอาความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งานได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบวงจรต่างๆสำหรับเครื่องมือแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น เช่น วัดสัญญาณหัวใจ อุปกรณ์วัดออกซิเจนในเลือด หรืออาจจะเป็นทางด้านแมคคานิกส์ เช่น เครื่องบริหารกายภาพบำบัด , ตู้อบเด็ก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นงานวิจัยที่เคยเห็นมา ไม่มากก็น้อยในภาควิชา แต่เพิ่งจะมาสนใจสิ่งเหล่านี้ ก็เมื่อเรียนกับอาจารย์ สุพันธ์ ตอนวิชา Biomedical Electronics นั่นแหละ

ชีวิตช่วงนี้จึงถือว่าเป็นรอยต่อของชีวิตก็ได้ งานก็ไม่ค่อยมีเข้ามาหรอก คงจะว่างยาวๆหน่อยช่วงนี้ ได้แต่ maintain ของเก่าๆให้ดีขึ้น เช่น เว็บของ DSTAR, เว็บภาคอิเล็ก, ระบบบริหารชุมนุมของโรงเรียนเทพฯ ฯลฯ อาจจะทำให้ดีขึ้น และจะมีงานต่อมาก็คือ เอา thesis ปี 4 ส่งไป Conference ซักที่แหละ คงต้องแต่ง Paper เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง อ่านะ แล้วก้อไม่รุ้ว่าส่ง Conference ไปแล้วเนี่ย จะติดเปล่า ถ้าติดนี่อาจารย์บอกว่า หายากนะ ที่เด็กปี 4 สามารถไปพรีเซ้นงานวิจัยที่ทำ ในงาน Conference ต่างๆได้ เง้อ อันนี้ก้อไม่รุ้ว่าจะทำได้รึเปล่าอ่านะ

ปิดเทอมตลอด 3 เดือนนี้ สิ่งที่ทำสิ่งแรกคือคุยเรื่อง งานวิจัย ป.โท ที่จะทำ ต่อมาก้อจะเป็นการหาที่เรียนภาษาอังกฤษ ซักแห่ง (หลังจากที่ AUA จบไปแล้ว ปรากฏว่าพอไม่ได้พูดนานๆชักจะลืม) ตอนนี้ก็กำลังดูๆอยู่อ่านะ..

ต่อไปอาจจะไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อน ที่เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ไปเที่ยว เถลไถล ทำนู่นทำนี่ ต่อไปก้ออาจจะลดน้อยลง หรืออาจจะไม่ทำเลย เพราะว่าชีวิตใน ป.โท มันรู้สึกว่าแสนสาหัสนัก อาจารย์บอกว่ามีตั้งแต่เรียน 2 ปีจบ (แต่น้อยมากๆ ปกติแล้ว จะอยุ่ในช่วง 3 ปีจบซะมากกว่า) จนถึง เรียนไปเรียนมา หายไปเลยก็ยังมี เพราะไม่รุ้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน จะเป็นแบบที่ฝึนไว้ และ ออกแบบไว้รึเปล่า แต่ก็ได้คิดว่าทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอแระ ^^

ช่วงปิดเทอมยังรับงานทำเว็บปกติ ถ้าใครสนใจก็ติดต่อมาได้เน้อ ^^

อิอิ ไปแระ

Popularity: 5% [?]

ถ่ายรูปรับปริญญา…KMITL’45

2010.11.06
22:46

วันนี้ก็เป็นวันที่มีพิธีซ้อม กันอ่ะน แล้วก้อได้ถ่ายรูปรับปริญญากับพี่เจง (พี่รหัสจากภาคโทรคม) ด้วยอ่ะ และตอนเช้า ก้อเกือบพลาดอีกแล้ว แบบว่าตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ 7 โมงอ่ะ แต่ไม่ตื่น ปลุกแล้วลุกขึ้นมาปิดแล้วนอนต่อซะงั้น พี่เจงโทรมาอีกที ดูนาฬิกาสะดุ้งโหยงเลย 8 โมงเป๊ะ รีบไปอาบน้ำ แล้วก้อไปหาพี่ที่คณะเลยอ่านะ

ปีนี้รู้สึกว่าอากาศจะดีหน่อย อย่างน้อยช่วงเช้ามานก้อมีลมเย็นๆบ้างอ่ะนะ อากาศดีพอใช้ แต่ตอนสายๆไป จนเที่ยง นี่ท่าทางเห็นคนอื่นบอกว่าร้อนเหมือนกัน…

และแล้ว ก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปไวนัก ตอนนี้ ปี 4 เทอม 2 แล้ว อีกประมาณ 4-5 เดือน แต่ละคน ก็ต้องจากกัน ต่างคนต่างไปทำหน้าที่ของตนเอง ทำงานบ้าง เรียนต่อบ้าง ไปตามฝันของแต่ละคน พอมาถึงจุดนี้ รู้สึกว่า มันจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งแล้วมั้ง

ตอนนี้มีหลายช่องทางจริงๆ ทั้ง เรียนต่อ เรียนต่อแบบมีทุน และ ไม่มีทุน หรือ จะเรียน แบบทำงานไป เรียนไปด้วย หรือว่าจะเรียนต่อ biomed , harddisk , electronics , computer ก็ยังไม่รู้ แต่ที่รู้ตอนนี้ น่าจะ % สูงสุดอาจจะต้องต่อทางด้าน Biomed เนื่องจาก ไม่ค่อยถนัดเรื่อง electronics ที่เป็น Integrated Circuit ซักเท่าไหร่ แต่จากที่ได้เรียนวิชาเลือก biomed แล้วนั้นพบว่า เกรดก็ออกมาสวยอยู่ แล้วก้อรู้สึกว่าเรียนแล้วมันไม่เครียดมาก ที่จะต้องมานั่ง solve math หรือ ทำอะไรที่อยู่ในจินตนาการเอามากๆ อ่ะนะ…

ช่วงนี้งานเยอะแบบขิงๆมากๆ ตั้งแต่หุ่นยนต์เสร็จไป ทั้งงานบริษัท preformed, งานจากอาจารย์นรินทร์ 2 งาน, งานจากภาคอิเล็ก ทั้งของอาจารย์กสิน และ อาจารย์สุรเดช นอกจากนั้นยังมีงาน ระบบใหญ่ ประชุมวิชาการนานาชาติของอาจารย์สมศักดิ์ ISPACS-2011 เข้ามาอีก ยังไม่พอแค่นี้ ยังมีงานเล็กงานน้อย โอ๊ยแทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเองเลยมั้งในแต่ละวัน

ตอนนี้ก็ยังเหลือเทอม 2 ซึ่งโปรเจ็กต์ก็เหลือเยอะอยู่ เนื่องจากว่ายังไม่ได้เขียน GUI เลย ทั้งๆที่ระบบเทอมสองที่จะทำนั้น เป็นในส่วนของ Software ซะส่วนใหญ่ ส่วนพวก Hardware คงให้ อ้นทำมั่งหละ ตั้งแต่เรื่องของ sensor ต่างๆ และระบบ  control ซึ่งเป็นส่วนหลักของ hardware ก้อคิดว่าจะให้อ้นทำมั่งหละเทอมปลายนี้…

ไม่ได้บ่นนาน มาบ่นคราวนี้ ก้อไม่รุ้อีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้มาบ่น

ก็พยายามเข้ามาละกัน วันนี้ไปก่อนเด้อ

Popularity: 2% [?]

Zigbee API Frame (Zigbee API Packet)

2010.09.19
1:30

วันนี้ขอมาบันทึกอะไรนิดๆหน่อยๆแล้วกัน จะถือว่าเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่น เพราะว่าเห็นคนทำน้อยเหลือเกิน

ไหนๆก็ทำโปรเจ็กต์เรื่องนี้โดยตรง อยู่แล้ว แบ่งปันให้คนอื่นรู้มั่ง…

ของผมเป็น โมดูล Xbee Series2 จำนวน 3 ตัว และ Xbee-Pro Series2 จำนวน 1 ตัว

เรื่องแรกวันนี้ ของการเซ็ตค่า API

สำหรับโปรเจ็กต์ครึ่งปีแรกนี้ คือในโปรเจ็กต์ จะมี xbee ตอนนี้อยู่ 4 ตัว

1. ทำหน้าที่เป็น Coordinator 1 ตัว ต่ออยู่กับ ARM7 Cortex-M3

2. ทำหน้าที่เป็น Router 3 ตัว

ในส่วนของ Router นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 แบบดังนี้

1. ไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นทางผ่านส่งข้อมูลเฉยๆ 1 ตัว

2. เซ็ตค่า Pin Change Detection จำนวน 1 ตัว หน้าที่ของโหนดนี้คือ ต่ออยู่กับ PIR Sensor เวลามีอะไรผ่านหน้าเลนส์ จะยก logic ให้เป็น High เมื่อ logic เปลี่ยนก็จะทำการส่งข้อมูล API Frame ผ่าน Router ข้อ 1 ไปยัง Coordinator

3. รับค่าค่า Analog Input ทุกๆ 20 วินาที เพื่อส่งเป็น API Frame กลับไปยัง Coordinator

ในส่วนของ Coordinator นั้น ต่อกับ ARM7 ผ่านทาง UART (RS232) เมื่อรับค่าเข้ามาเป็น Packet หลักการของโปรแกรมใน ARM ทำดังนี้

หลักการเช็คข้อมูล Packet ที่ได้รับจาก Zigbee API Frame

1. รับค่า UART แล้วทำการเก็บใน DMA เพื่อหาจำนวน Bytes ทั้งหมด ว่ามีทั้งหมดกี่ bytes

2. ตรวจสอบ byte แรก ต้องเป็น 0x7E

3. byte 2-3 นั้นจะเป็นค่าความยาว Length ของขบวนข้อมูลที่รับมา ซึ่งจะสัมพันธ์กับ Bytes ทั้งหมด ที่อยู่กับด้านบน

4.ทำการตรวจสอบ byte ที่ 4 ว่าเป็น 0×92 รึเปล่า ถ้าใช่ จะเป็น Zigbee IO Data Sample RX Indicator ซึ่งเป็นการแซมปลิ้งค่าจาก Digital Input ทุกขา ของ โมดูล Xbee ซึ่งอาจจะเป็นเลขรหัสอื่น ซึ่งการตีความใน API Frame ก็จะแตกต่างกันไป แต่ในโครงงานนี้ ตีความโดย 0×92

5. ทำการบวกเลขทั้งหมด ตั้งแต่ byte ที่ 4 จนถึง byte ก่อน checksum ทั้งหมด แล้วหักด้วย 0xFF ซึ่งค่าที่ได้ byte low จะอยู่ในส่วนของ checksum (เวลาคำนวณให้ตัด byte high ออกไปได้เลย)

6. ถ้าถูกต้องทั้งหมดใน 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น แสดงว่า ส่งข้อมูลรูปแบบ API Frame ถูกต้องแล้ว ให้ไปทำอะไรก็ได้หลังจากนี้

ตัวอย่าง ซึ่งเช่นข้อมูลเป็นดังนี้ (รับค่า Pin Change Detection อย่างเดียว ถูกส่งจากโหนด มายัง Coordinator) ถ้าเป็น Analog ด้วย Packet จะยาวกว่านี้ แต่สามารถส่งรวมกันได้เลยนะ

7E 00 12 92 00 13 A2 00 40 3D C7 1D 40 CB 01 01 FF FF 00 00 01 4B

เวลาตีความ จะสามารถตตีความได้ดังนี

0x7E คือ byte start ของข้อมูลขบวนรถไฟที่ถูกส่งมา

0×00 0×12 คือ จำนวน bytes ทั้งหมดตั้งแต่ byte ที่ 4 จนถึง byte ก่อนหน้า checksum ซึ่ง 0×12 แปลงเป็นฐานสิบได้ 18 ซึ่งถูกต้อง ลองนับดู (ตัวอักษรสีฟ้า)

7E 00 12 92 00 13 A2 00 40 3D C7 1D 40 CB 01 01 FF FF 00 00 01 4B

ได้ครบ 18 ตัวจริงๆด้วยอ่ะนะ…

0×92 คือ API Frame นี้ถูกส่งมาโดยข้อมูลที่ตามมาเป็น Zigbee IO Data Sample RX Indicator

0×00 0×13 0xA2 0×00 0×40 0x3D 0xC7 0x1D คือ 0013A200 403DC71D ซึ่งเป็น DH และ DL Address 64bit ของโหนดปลายทางที่ส่งข้อมูลมา (ระบุตัวตนของโหนดที่ส่งข้อมูลมา)

0×40 0xCB คือ 16bit Address อันนี้ไม่ต้องสนใจ เนื่องจากเราเช็คผ่าน 64 bit address ไปแล้ว

0×01 (byte ที่ 15) คือ Packet ACK คือ ปรกติจะมี ACK กะ NACK อ่ะนะ แปลง่ายๆ Acknowledge นั่นเอง

0×01 (byte ที่ 16) คือ Number sample sets โดยปกติแล้วจะเป็นค่านี้ตลอด

0xFF 0xFF คือ Digital Channel Mask ก็คือถ้า สอง byte นี้ มีค่าเป็น FF FF แสดงว่ามีการส่งค่าดิจิตอล Input มา ถ้าเป็น 00 00 ก็แสดงว่าไม่มีการส่งค่าดิจิตอล Input มา

0×00 (byte ที่ 19) Analog Channel Mask คือถ้าเป็น 00 แสดงว่าไม่มีการส่งค่า analog มา ถ้ามีการส่งค่า analog มา มันจะมีค่าเป็น FF

0×00 0×01 (byte ที่ 20 และ 21) อันนี้เป็น RAW Data จริงๆ คือ มันมีทั้งหมด 2byte (รองรับ 16bit) สำหรับดิจิตอล แต่จริงๆ โมดูล xbee มีไม่ถึงนะ ปกติมีแค่ 12bit โดยเรียงขาดังนี้

bit12         bit11         bit10         bit9         bit8         bit7         bit6         bit5         bit4         bit3         bit2         bit1         bit0

DIO12      DIO11      DIO10       N/A        N/A       DIO7      DIO6      DIO5      DIO4      DIO3      DIO2      DIO1       DIO0

เช่นค่าที่ได้มา 00 01 ก็จะเป็น

0             0               0               0              0              0              0               0             0               0               0              0              1

แสดงค่า DIO0 ที่ต่ออยู่กับ PIR Sensor Detect ค่าได้ว่าเป็น 1 นั่นเอง…

ต่อมา…

0x4B คือค่า Check Sum ซึ่งหาได้จาก

Check Sum = 0xFFFF – ( 0×92 + 0×00 + 0×13 + 0xA2 + 0×00 + 0×40 + 0x3D + 0xC7 + 0x1D + 0×40 + 0xCB + 0×01 + 0×01 + 0xFF + 0xFF + 0×00 + 0×00 + 0×01 )

Check Sum = 0xFFFF – 0x5B4

Check Sum = 0xFA4B ซึ่ง byte high เราไม่เอา เอาแต่ byte low ก็จะได้ 4B ดัง Packet สุดท้ายที่มันส่งมา

จบแล้ว ง่ายมั๊ย ศึกษามา 3-4 เดือน = =’ โปรเจ็กต์ยังไม่ไปไหน ฮ่าๆ

วันนี้ขอแค่นี้ก่อนละกัน รู้สึกเมื่อยๆ ^^

เมื่อคืนได้เข้าไปที่บล๊อก http://www.10logic.com/ มา พอดีสนในเรื่อง gsm module เลยไปขอวงจรจากพี่เค้ามาครับ

ไม่ถึงวัน พี่เค้าส่งให้เลย ต้องขอขอบคุณพี่ B.Uthen มากๆเลยนะครับ ที่อนุเคราะห์ให้

ซาบซึ่งๆ ^^

Popularity: 37% [?]

ไอซีเซ็นเซอร์อุณหภูมิ (Integrated – Circuit Temperature Sensors)

2010.09.17
11:50

ที่ผ่านมาพบว่าเทอร์โมคัปเปิลมีสัญญาณทางด้านเอาต์พุตต่ำมากและมีความเป็นเชิงเส้นกับอุณหภูมิต่ำ นอกจากนี้ยังต้องมีการชดเชยค่าที่ถูกต้องให้ด้วย ส่วนอาร์ทีดีให้เอาต์พุตเป็นความต้านทานแต่จะมีค่าน้อย และเทอร์มิสเตอร์ก็จะมีความเป็นเชิงเส้นน้อยมาก
มีตัวตรวจวัดอุณหภูมิตัวหนึ่งที่เป็นทางเลือก ได้แก่อุปกรณ์ที่ประดิษฐ์จากสารกึ่งตัวนำอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรูปของโมโนลิธิกไอซี ในที่นี้จะกล่าวถึงเบอร์ต่างๆดังนี้
ไอซีตระกูล 335
ในที่นี้จะอ้างอิงเบอร์ LM335 ส่วนตัวอื่นในตระกูลเดียวกันจะเป็นดังตารางที่ 5.9
ตารางที่…แสดงย่านวัดอุณหภูมิของ LM135/LM235/LM335
อุปกรณ์ ย่านวัด(° C) การใช้งาน
LM135
LM235
LM335 -55 ถึง +150
-40 ถึง +125
-40 ถึง +100 ทางทหาร
งานอุตสาหกรรม
เชิงธุรกิจ
ไอซีเบอร์ LM335 เป็นซีเนอร์ไดโอดที่ไวต่ออุณหภูมิ เมื่อเราจ่ายแรงเคลื่อนไบอัสกลับให้อยู่ในย่านเบรกดาวน์ จะทำให้มีความไวทางด้านเอาต์พุตเป็น 10 mV/° K หรือ
VZ = T (..)
จากที่พบว่าองศาเคลวินและองศาเซลเซียสมีค่าเหมือนกัน แต่จะมีออฟเซตเป็น 273° นั่นคือ
0° C = 273° K
ดังนั้นเอาต์พุตของ LM335 จึงกลายเป็น
VZ = 2.73 V + T (..)
กระแสจากรูปที่ 5.25 จะต้องจำกัดให้อยู่ที่
5 mA > IZ > 400 µA
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าที่กระแสสูงๆ LM335 จะร้อนเนื่องจากกำลังงาน IZVZ แต่ที่กระแสต่ำกว่า 1 mA จะทำให้ความแน่นอนลดน้อยลง
เพื่อหาค่าของตัวต้านทานที่เหมาะสมที่จะนำมาต่ออนุกรมกับรูปที่ 5.25 อันดับแรกต้องหาแรงเคลื่อนตกคร่อมซีเนอร์ไดโอดที่อุณหภูมิปกติที่ใช้งาน ซึ่งหาได้จาก
= (…)
ต้องจำว่า กระแสโหลดต้องน้อยกว่ากระแสต่ำสุดที่ไหลผ่านซีเนอร์ไดโอดจริง นั่นคือต้องแน่ใจว่า
ความเป็นเชิงเส้นของ LM335 มีค่าเท่ากับ สิ่งที่ต้องระวังในวงจรนี้คือ ออฟเซต 2.73 โวลต์อาจจะสร้างสัญญาณรบกวนให้กับวงจร จากวงจรด้านบนที่อุณหภูมิ 0° C แรงเคลื่อนทางเอาต์พุตจะมีค่าเป็น 0 โวลต์ไฟกระแสตรง
วงจรในรูปที่ 5.26 เป็นวงจรหนึ่งที่สามารถใช้ในการสอบเทียบเป็นแบบสองจุด (two – point calibration) โดยมีลำดับขั้นดังนี้คือ
1. ปรับขา (wiper) ของโพเทนชิโอมิเตอร์ศูนย์ให้ได้แรงเคลื่อน -2.73 โวลต์
2. ปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ เป็นที่กึ่งกลาง นำตัวโพเทนชิโอมิเตอร์ไปวางที่อุณหภูมิไปวางที่อุณหภูมิต่ำสุด ณ จุดที่ต้องการใช้งาน
3. ปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ศูนย์ใหม่เพื่อกำจัดค่าความผิดพลาดออกครึ่งหนึ่ง แล้วนำโพเทนชิโอมิเตอร์ไปวางไว้ยังจุดที่มีอุณหภูมิสูงสุดที่ต้องการใช้งาน
4. ปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ เพื่อกำจัดค่าความผิดพลาดด้านบนออก สลับกันวางตัวเซ็นเซอร์ที่อุณหภูมิสูงและต่ำอย่างนี้แล้วปรับอย่างน้อยอีก 2 ครั้ง โดยใช้การปรับศูนย์ที่ด้านล่างและปรับค่า ที่ด้านบน
จากการทดลองด้านบน ต้องไม่ลืมช่วงเวลาที่จะทำให้ตัวเซนเซอร์เข้าสู่จุดเสถียรที่อุณหภูมิใหม่ในแต่ละครั้งก่อนที่จะทำการปรับ นอกจากนั้นต้องแน่ใจว่าจะสามารถรักษาให้ RZERO มีค่าน้อยกว่า RBIAS ซึ่งทำให้การปรับไม่มีผลกับค่า IZ
ไอซีตระกูล 34
ในที่นี้จะอ้างอิงเบอร์ LM34 จากบริษัท National Semiconductor ซึ่งอซีเบอร์ LM34 นี้ให้แรงเคลื่อนเอาต์พุตเป็นเชิงเส้นกับอุณหภูมิองศาฟาเรนไฮต์ พบว่า LM34 มีข้อได้เปรียบเหนือตัวเซ็นเซอร์อุณหภูมิแบบเชิงเส้นที่สอบเทียบกับอุณหภูมิองศาเคลวินคือ
1. ไม่ต้องลบค่าคงที่ของแรงเคลื่อนออกจากเอาต์พุตของมัน
2. ไม่ต้องสอบเทียบหรือปรับค่าใดๆจากภายนอก แต่ยังคงให้ค่าความไม่แน่นอนได้ ที่อุณหภูมิห้องและ ที่อุณหภูมิ -50 ถึง +300° F
3. อิมพีแดนซ์ทางด้านเอาต์พุตต่ำให้เอาต์พุตเป็นเชิงเส้น และให้ความเที่ยงตรงต่อการสอบเทียบทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อ่านค่าหรือต่อกับวงจรควบคุมได้ดี
4. สามารถใช้ได้กับแหล่งจ่ายแบบแหล่งจ่ายปลายเดี่ยว หรือกับแหล่งจ่ายกำลังที่มีขั้วบวกและลบได้อีกด้วย กินกระแสที่ประมาณ 70 mA จากแหล่งจ่าย ความร้อนที่เกิดจากตัวมันเองมีค่าต่ำประมาณ 0.2° F ในอากาศนิ่ง
5. มีย่านใช้งานในช่วง -50 ถึง +300 °F หากเป็นเบอร์ LM34C จะมีย่านใช้งานจาก -40 ถึง +230° F
LM34 บรรจุในตัวถังแบบ TO-46 แบบทรานซิสเตอร์ ส่วน LM34C บรรจุในตัวถังแบบ TO-92 ซึ่งเป็นแบบทรานซิสเตอร์พลาสติกวงจรใช้งานร่วมกับ LM34 เป็นดังรูปที่ 5.27 พบว่าเอาต์พุตจะเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วง 50 mV ถึง 3.00 V ไฟกรแสตรง หากใช้วัดอุณหภูมิจากช่วง +5 ถึง -300°F แต่หากต้องการวัดอุณหภูมิที่ต่ำกว่ำ 0°F ต้องจ่ายแหล่งจ่ายลบให้กับตัวไอซี ดังแสดงในรูปที่ 5.27(ข) วงจรดังกล่าวนี้ที่ 300°F จะมีแรงเคลื่อนเอาต์พุตออกมา +3.00 โวลต์ ส่วนที่ -50°F จะจ่ายแรงเคลื่อนออกมา -500 มิลลิโวลต์
บ่อยครั้งที่ต้องติดตั้งเซ็นเซอร์ไกลออกไปหลายเซนติเมตรจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ต่อร่วม จึงจำเป็นต้องพิจารณาดังต่อไปนี้
1. ต้องใช้สายตัวนำที่ต่อไปยังเซ็นเซอร์เพียงสองสายเท่านั้น (ไม่ใช่สามสาย)
2. ต้องให้สัญญาณที่ย้อนกลับมาจากเซนเซอร์เป็นกระแสไม่ใช่แรงเคลื่อน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อกำจัดผลของค่าความต้านทานที่อนุกรมอยู่ในสาย ซึ่งวงจรในรูปที่ 5.27 (ค) และ (ง) คือการต่อดังที่กล่าวไว้
3. ต้องรักษาให้สัมประสิทธิ์อุณหภูมิของตัวต้านทาน 499 ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า IT ไม่เปลี่ยนแปลงเฉพาะกับแต่ VT เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงไปกับตัวต้านทาน 499 ที่เกิดจากผลของอุณหภูมิอีกด้วย
ไอซีตระกูล 590/592
ถ้าหากต้องการส่งสัญญาณออกเป็นระยะทางไกลๆ และไม่ต้องการให้สัญญาณกระแสมีผลโดยตัวต้านทานที่อนุกรมในสาย ไอซีตระกูล 590 และ 592 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวหนึ่ง ในตอนนี้จะยกตัวอย่างของบริษัท Analog Device ที่ให้เอาต์พุตออกมาเป็นแรงเคลื่อน และมีกระแสออกจาก AD590 และ AD592 ดังนี้
เมื่อ T อยู่ในหน่วย °K หรือ
เมื่อ T อยู่ในหน่วย °C AD590 ให้ความแน่นอนเท่ากับ +0.5°C เมื่ออุณหภูมิอยู่ในช่วง -55 ถึง +150°C หากเปรียบเทียบกันแล้ว AD592 จะมีราคาถูกกว่า AD590 ย่านการใช้งานของมันจะอยู่ในช่วง -25 ถึง +105°C แต่มีความแน่นอนเป็น 0.5°C ที่ 25°C ความเป็นเชิงเส้น 0.2°C ในช่วง 0 ถึง 70°C
ที่ผ่านมาพบว่าเทอร์โมคัปเปิลมีสัญญาณทางด้านเอาต์พุตต่ำมากและมีความเป็นเชิงเส้นกับอุณหภูมิต่ำ นอกจากนี้ยังต้องมีการชดเชยค่าที่ถูกต้องให้ด้วย ส่วนอาร์ทีดีให้เอาต์พุตเป็นความต้านทานแต่จะมีค่าน้อย และเทอร์มิสเตอร์ก็จะมีความเป็นเชิงเส้นน้อยมากมีตัวตรวจวัดอุณหภูมิตัวหนึ่งที่เป็นทางเลือก ได้แก่อุปกรณ์ที่ประดิษฐ์จากสารกึ่งตัวนำอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรูปของโมโนลิธิกไอซี ในที่นี้จะกล่าวถึงเบอร์ต่างๆดังนี้
ไอซีตระกูล 335ในที่นี้จะอ้างอิงเบอร์ LM335 ส่วนตัวอื่นในตระกูลเดียวกันจะเป็นดังตารางที่ 5.9ตารางที่…แสดงย่านวัดอุณหภูมิของ LM135/LM235/LM335
อุปกรณ์ ย่านวัด(° C) การใช้งานLM135LM235LM335 -55 ถึง +150-40 ถึง +125-40 ถึง +100 ทางทหารงานอุตสาหกรรมเชิงธุรกิจไอซีเบอร์ LM335 เป็นซีเนอร์ไดโอดที่ไวต่ออุณหภูมิ เมื่อเราจ่ายแรงเคลื่อนไบอัสกลับให้อยู่ในย่านเบรกดาวน์ จะทำให้มีความไวทางด้านเอาต์พุตเป็น 10 mV/° K หรือVZ = T (..)จากที่พบว่าองศาเคลวินและองศาเซลเซียสมีค่าเหมือนกัน แต่จะมีออฟเซตเป็น 273° นั่นคือ0° C = 273° Kดังนั้นเอาต์พุตของ LM335 จึงกลายเป็นVZ = 2.73 V + T (..)กระแสจากรูปที่ 5.25 จะต้องจำกัดให้อยู่ที่5 mA > IZ > 400 µAด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าที่กระแสสูงๆ LM335 จะร้อนเนื่องจากกำลังงาน IZVZ แต่ที่กระแสต่ำกว่า 1 mA จะทำให้ความแน่นอนลดน้อยลงเพื่อหาค่าของตัวต้านทานที่เหมาะสมที่จะนำมาต่ออนุกรมกับรูปที่ 5.25 อันดับแรกต้องหาแรงเคลื่อนตกคร่อมซีเนอร์ไดโอดที่อุณหภูมิปกติที่ใช้งาน ซึ่งหาได้จาก= (…)

ต้องจำว่า กระแสโหลดต้องน้อยกว่ากระแสต่ำสุดที่ไหลผ่านซีเนอร์ไดโอดจริง นั่นคือต้องแน่ใจว่า

ความเป็นเชิงเส้นของ LM335 มีค่าเท่ากับ สิ่งที่ต้องระวังในวงจรนี้คือ ออฟเซต 2.73 โวลต์อาจจะสร้างสัญญาณรบกวนให้กับวงจร จากวงจรด้านบนที่อุณหภูมิ 0° C แรงเคลื่อนทางเอาต์พุตจะมีค่าเป็น 0 โวลต์ไฟกระแสตรงวงจรในรูปที่ 5.26 เป็นวงจรหนึ่งที่สามารถใช้ในการสอบเทียบเป็นแบบสองจุด (two – point calibration) โดยมีลำดับขั้นดังนี้คือ1. ปรับขา (wiper) ของโพเทนชิโอมิเตอร์ศูนย์ให้ได้แรงเคลื่อน -2.73 โวลต์2. ปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ เป็นที่กึ่งกลาง นำตัวโพเทนชิโอมิเตอร์ไปวางที่อุณหภูมิไปวางที่อุณหภูมิต่ำสุด ณ จุดที่ต้องการใช้งาน3. ปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ศูนย์ใหม่เพื่อกำจัดค่าความผิดพลาดออกครึ่งหนึ่ง แล้วนำโพเทนชิโอมิเตอร์ไปวางไว้ยังจุดที่มีอุณหภูมิสูงสุดที่ต้องการใช้งาน4. ปรับโพเทนชิโอมิเตอร์ เพื่อกำจัดค่าความผิดพลาดด้านบนออก สลับกันวางตัวเซ็นเซอร์ที่อุณหภูมิสูงและต่ำอย่างนี้แล้วปรับอย่างน้อยอีก 2 ครั้ง โดยใช้การปรับศูนย์ที่ด้านล่างและปรับค่า ที่ด้านบนจากการทดลองด้านบน ต้องไม่ลืมช่วงเวลาที่จะทำให้ตัวเซนเซอร์เข้าสู่จุดเสถียรที่อุณหภูมิใหม่ในแต่ละครั้งก่อนที่จะทำการปรับ นอกจากนั้นต้องแน่ใจว่าจะสามารถรักษาให้ RZERO มีค่าน้อยกว่า RBIAS ซึ่งทำให้การปรับไม่มีผลกับค่า IZ
ไอซีตระกูล 34ในที่นี้จะอ้างอิงเบอร์ LM34 จากบริษัท National Semiconductor ซึ่งอซีเบอร์ LM34 นี้ให้แรงเคลื่อนเอาต์พุตเป็นเชิงเส้นกับอุณหภูมิองศาฟาเรนไฮต์ พบว่า LM34 มีข้อได้เปรียบเหนือตัวเซ็นเซอร์อุณหภูมิแบบเชิงเส้นที่สอบเทียบกับอุณหภูมิองศาเคลวินคือ1. ไม่ต้องลบค่าคงที่ของแรงเคลื่อนออกจากเอาต์พุตของมัน2. ไม่ต้องสอบเทียบหรือปรับค่าใดๆจากภายนอก แต่ยังคงให้ค่าความไม่แน่นอนได้ ที่อุณหภูมิห้องและ ที่อุณหภูมิ -50 ถึง +300° F3. อิมพีแดนซ์ทางด้านเอาต์พุตต่ำให้เอาต์พุตเป็นเชิงเส้น และให้ความเที่ยงตรงต่อการสอบเทียบทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อ่านค่าหรือต่อกับวงจรควบคุมได้ดี4. สามารถใช้ได้กับแหล่งจ่ายแบบแหล่งจ่ายปลายเดี่ยว หรือกับแหล่งจ่ายกำลังที่มีขั้วบวกและลบได้อีกด้วย กินกระแสที่ประมาณ 70 mA จากแหล่งจ่าย ความร้อนที่เกิดจากตัวมันเองมีค่าต่ำประมาณ 0.2° F ในอากาศนิ่ง5. มีย่านใช้งานในช่วง -50 ถึง +300 °F หากเป็นเบอร์ LM34C จะมีย่านใช้งานจาก -40 ถึง +230° F
LM34 บรรจุในตัวถังแบบ TO-46 แบบทรานซิสเตอร์ ส่วน LM34C บรรจุในตัวถังแบบ TO-92 ซึ่งเป็นแบบทรานซิสเตอร์พลาสติกวงจรใช้งานร่วมกับ LM34 เป็นดังรูปที่ 5.27 พบว่าเอาต์พุตจะเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วง 50 mV ถึง 3.00 V ไฟกรแสตรง หากใช้วัดอุณหภูมิจากช่วง +5 ถึง -300°F แต่หากต้องการวัดอุณหภูมิที่ต่ำกว่ำ 0°F ต้องจ่ายแหล่งจ่ายลบให้กับตัวไอซี ดังแสดงในรูปที่ 5.27(ข) วงจรดังกล่าวนี้ที่ 300°F จะมีแรงเคลื่อนเอาต์พุตออกมา +3.00 โวลต์ ส่วนที่ -50°F จะจ่ายแรงเคลื่อนออกมา -500 มิลลิโวลต์บ่อยครั้งที่ต้องติดตั้งเซ็นเซอร์ไกลออกไปหลายเซนติเมตรจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ต่อร่วม จึงจำเป็นต้องพิจารณาดังต่อไปนี้1. ต้องใช้สายตัวนำที่ต่อไปยังเซ็นเซอร์เพียงสองสายเท่านั้น (ไม่ใช่สามสาย)2. ต้องให้สัญญาณที่ย้อนกลับมาจากเซนเซอร์เป็นกระแสไม่ใช่แรงเคลื่อน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อกำจัดผลของค่าความต้านทานที่อนุกรมอยู่ในสาย ซึ่งวงจรในรูปที่ 5.27 (ค) และ (ง) คือการต่อดังที่กล่าวไว้3. ต้องรักษาให้สัมประสิทธิ์อุณหภูมิของตัวต้านทาน 499 ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า IT ไม่เปลี่ยนแปลงเฉพาะกับแต่ VT เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงไปกับตัวต้านทาน 499 ที่เกิดจากผลของอุณหภูมิอีกด้วย
ไอซีตระกูล 590/592ถ้าหากต้องการส่งสัญญาณออกเป็นระยะทางไกลๆ และไม่ต้องการให้สัญญาณกระแสมีผลโดยตัวต้านทานที่อนุกรมในสาย ไอซีตระกูล 590 และ 592 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวหนึ่ง ในตอนนี้จะยกตัวอย่างของบริษัท Analog Device ที่ให้เอาต์พุตออกมาเป็นแรงเคลื่อน และมีกระแสออกจาก AD590 และ AD592 ดังนี้
เมื่อ T อยู่ในหน่วย °K หรือ
เมื่อ T อยู่ในหน่วย °C AD590 ให้ความแน่นอนเท่ากับ +0.5°C เมื่ออุณหภูมิอยู่ในช่วง -55 ถึง +150°C หากเปรียบเทียบกันแล้ว AD592 จะมีราคาถูกกว่า AD590 ย่านการใช้งานของมันจะอยู่ในช่วง -25 ถึง +105°C แต่มีความแน่นอนเป็น 0.5°C ที่ 25°C ความเป็นเชิงเส้น 0.2°C ในช่วง 0 ถึง 70°C

ที่มา http://pronup.blogspot.com

Popularity: 17% [?]

Zigbee API Mode with AT Mode Project

2010.09.01
0:37

ในที่สุดดด…

โปรเจ็กต์ครึ่งเทอมแรก ก็น่าจะเริ่มต้นไปได้ด้วยดี

หลังจากที่ ใช้เวลางมกับ Zigbee API Packet มาเป้นเวลา 3 อาทิตย์เต็มๆ

อันนี้คือภาพรวมของระบบที่ออกแบบไว้ เอา Xbee มาทำงานเป็นลักษณะระบบควบคุมอะไรซักอย่าง ซึ่งเป็นลักษณะ Prototype แน่นอนว่า จากในรูปปลายภาคจะต้องมี GUI ซึ่งจะต้องพึ่ง C# อีกแน่นอน = =’

แต่เทอมแรกนี้ ก็เป็นการส่งข้อมูลจาก Zigbee จาก Router ทั้งหลาย ส่งกลับมาที่ Coordinator อ่ะนะ แล้วทำ Packet ที่ได้ เนื่องจากใช้พวกพอร์ต GPIO และ ADC ของ Xbee อ่ะ ก็เลยใช้เวลานานมาก ในการอ่านข้อความ Packet ศึกษาเรื่องนี้ประมาณ 1 อาทิตย์เต็มๆอ่ะนะ

ก็ถ้า Coordinator ได้ข้อมูล Packet ขนาด 22-30 bytes ที่ตัว Zigbee Router แต่ละโหนดส่งมาให้ ก็เขียน ARM7 ให้แปรความหมายต่างๆใน Packet เหล่านั้น ซึ่งจะต้องผ่านขบวนการแปลงเช็คต่างๆ เช่นเช็ค Length หรือพวก Checksum ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นถูกรึเปล่า แค่ส่วนนี้ก็เสียเวลาไปประมาณ 2-3 วันได้อีกอ่ะนะ

ในที่สุดก็ทำได้ซะที คือ การทดลองจะเป็นลักษณะ Coordinator เชื่อมต่อ Xbee Router 3 ตัว ซึ่งคุยกันแบบ API Command ทั้งหมดอ่ะนะ เวลาได้รับ Package ออกมาแล้วก็ให้มันมาโชว์ที่ ARM7 อ่ะ ซึ่ง xbee ตัวแรกต่อกับ PIR Sensor ของ Inex ต่อกับขา DIO0 ซึ่งถูกตั้งค่าเอาไว้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง Logic ให้ส่งข้อมูล Packet กลับมาที่ Coordinator ทันที ส่วนอีกอันนึงจะเป็นการต่อกับ R ปรับค่าได้ เปลี่ยนแปลง Analog 0-1.2V ซึ่งจะได้ค่า Analog ตั้งแต่ 0×0000 จนถึง 0x03FF อ่ะนะ ทั้งหมดก็ 10 bit ทำการส่งข้อมูลกลับมาที่ Coordinator ทุกๆ 30 วินาที

รูปข้างบนนี้เป็นส่วนของที่ทำในเทอมนี้อ่ะนะ

สิ่งที่ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกะ ARM ตอนนี้คือ สามารถใช้ไอตัวลำโพงมันได้หละ คือตอนแรกไม่รู้เว้ยว่ามันใช้อะไรยังไง แต่พอปรึกษาอาจารย์ว่าลำโพงแบบนี้ทำงานยังไง ก็ทำจนออกเลย คือต้องใช้ PWM ส่ง Pulse ออกไปที่ตัว IC drive ลำโพงของบอร์ด ARM อ่ะ ซึ่งความถี่ที่มันใช้ Support ในการส่ง Pulse ออกไปนั้นอ่ะ รองรับตั้งแต่ 100Hz จนถึง 10kHz รู้สึกว่าลำโพงแบบนี้ใช้เปิดเพลงพวก MP3 ไม่ได้อ่ะนะ มันเป็นพวกเปียโซ ธรรมดานี่เองแหละ

มาดูชิ้นงานกันดีกว่า

รูปแรกนี่เป็น Coordinator ตัวนึงที่ต่ออยู่กับ ARM7 แสดงผลผ่านจอ LCD ซึ่งก็จะมีข้อมูลส่งมาจาก Xbee โหนดต่างๆอ่ะนะ เห็นได้จากไฟแวบๆ

อุปกรณ์ที่ทำออกมาทั้งหมด สำหรับเทอมนี้

ก็ใช้ Xbee ทั้งหมด 4 ตัวอะนะ มีเยอะกว่านี้ได้จนแน่ๆ 55+

จริงๆมันมีฝาปิดด้านบนอีกนะ รู้สึกว่าอาจารย์บอกว่าปิดได้เลยไม่เป็นไร การลดทอนของมันไม่ค่อยมีผลกับพวกพลาสติดเท่าไหร่ เพราะว่ามันเป็นไดอิเล็กตริกอะนะ สนามไฟฟ้าผ่านได้สบายๆ

อะไรจะเยอะแยะ ขนาดเน้

ถ้าถามว่า ทำออกมายากที่อะไร

บอกได้เลยว่า ยากที่ Zigbee API เนี่ยแหละ แต่พอได้ทำจริงๆแล้วสนุกดีอ่ะนะ

คือข้อมูลที่ได้มามันจะยาวเป็นขบวนรถไฟจริงๆ มีหลายๆส่วน ทั้งเชค ทั้งบอกหน้าที่ ทั้งบอก address ทั้งหมดข้อมูล อะไรแบบนี้ ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของ ARM7 ที่จะรับค่าข้อมูลเหล่านี้มาตีความ ปลอกเปลือก ให้เหลือเฉพาะ Raw Data จริงๆ เพื่อที่จะนำไปตีความและแสดงผลอีกทีนึง

ปัญหาต่อไปที่เจอแน่ๆก็คือ เทอมสอง ต้องมีการโต้ตอบระหว่าง GUI กับ ARM กับ Xbee แต่ละโหนด ซึ่งตอนนี้จาก PC ส่งไปคุยกับ Xbee ได้แล้วในรูปแบบ API Packet Frame แต่ว่า ยังคิดไม่ออกว่า จะให้มันเป็นทางผ่าน ส่งไปที่ ARM7 ก่อนยังไง ต้องมีปัญหาในเรื่อง function ของ ARM อ่ะนะ function uart ของมันส่งเป็นพวก char กับ string แต่ที่เราจะส่งเนี่ย เป็นข้อมูล 8 บิตล้วนๆเลย ซึ่งจะส่งในรูปแบบของ เลขฐาน 16 อ่ะ

คงไม่น่ายากมาก อาจจะกังวลไปเอง คงทำได้แหละ ไม่น่ามีปัญหา

คนไทย ไม่ค่อยมีคนทำ API Packet เลย ที่เป็นของ Xbee Series2 หาไม่ได้เลยอ่ะ ต้องไปอ่านจากหลายๆเวบ แต่ก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ต้องอ่านเองใน datasheet ของมันเลย เซงมากๆ กว่าจะแกะได้ เหอๆ นั่งงมหลายวันเลย = =’

วันนี้อัพแค่นี้แหละ ไว้ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาอัพเพิ่ม

Popularity: 40% [?]

ความคืบหน้า Robot && New Sneakers && สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก…

2010.08.19
0:50

พูดถึงความคืบหน้าโรบอทก่อนเลยดีก่า

เรื่องของกล้องอะนะ 7810 Module ที่เห็น เป็น Analog Camera ธรรมดาอ่ะนะ ตอนแรกไม่รู้เลยว่ามันใช้ยังไง มีตั้ง 5 ขา

เลยไล่ไปไล่มา เริ่มจาก ตัว Regulator พอดีเหลือบไปเห็น เป็น 7805 ซึ่งรุ่นนี้เป็น 3 ขาแบบทรานซิสเตอร์เล็กมาๆเลย

ไปเปิด Datasheet ดูก้อเลยรู้ว่ามันเป็น 7805 กระแส Output แค่ 0.1 mA เองอ่ะนะ

ก้อเลยไล่จากขากราวนด์ก่อน กะขา Vdd แล้วก้อไบอัสมัน

พอไบอัสเสด ก้อลองเอา Scope ไปจับ ที่ทุกๆขาเห็นความเปลี่ยนแปลงขาที่ 1 เลยอ่ะ แบบว่าเอามือไปเปลี่ยนที่หน้ากล้อง สัญญาณที่โชว์ใน scope ก้อเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ก้อเลยแน่ใจว่าต้องเป็นขานี้แน่นอน

จากนั้นก็เลยเอามาต่อกับกล่องดำจริงๆอ่ะนะ

ตอนทดสอบ ก้อเลยเทสกะกล้อง PAN ซะเลย โดย Analog Camera ต่อกับ กล่องดำ ซึ่งเป็น Video Server อ่ะนะ…

จากนั้นก้อเขียน Application เพิ่มเติมในส่วนของการรับค่ากล้อง

ภาพที่ได้จากกล้อง PAN ก็คือ ด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นภาพที่ได้จาก Video Server อ่ะนะ

วันนี้เลยได้ทดสอบเต็มสูบเลย กล้อง 2 ตัว กะ Joystick รับค่าเข้าโปรแกรม แต่ว่าไม่ได้เทส ARM อ่ะนะ ว่าออกไปแล้ว รับค่า Analog พวก Sensor ต่างๆกลับเข้ามาได้รึเปล่า แต่ว่าน่าจะได้เพราะคราวก่อนลองเทสไปแล้วอ่ะนะ เทสมากๆเปลืองไฟ ไว้ค่อยไปเทสที่ห้องโปรเจ็กต์ดีก่า ฮ่าๆ

ส่วนตัวหุ่นกับ Drive Motor คงเร่งๆทำกันในช่วงงาน 50 ปีนี้แหละ ไม่มีเรียนกัน ก้อเลยจะบู้ให้เสร็จเลย คงวิ่งได้ก่อนเดือนกันยาแน่นอน.. เห็นฝ่ายแมคคานิกส์ว่างั้นอ่ะนะ

ไว้ค่อยรอดูกัน

ต่อไปเป็นเรื่องโปรเจกต์…

ตอนนี้ก็ศึกษาเกี่ยวกับ Zigbee ทั้งหมดเลยจริงๆ อ่านหนังสือ TEXT ของอาจารย์ที่ให้มาเริ่มได้เยอะมากหละ แล้วก้อพอเข้าใจบางส่วน

ที่พอจะเอาไปพรีเซ้นโปรเจ็กต์ได้แหละ

ที่ศึกษามาคราวนี้ลอกรายงานรุ่นพี่แทบไม่ได้ เพราะไม่มีใครเคยศึกษาลึกแบบนี้มาก่อนเลย เซงมาก ทั้งภาคอิเล็ก โทรคม คอมพิวเตอร์ สิ่งที่ศึกษาก้อจะเป็นลักษณะในเชิงด้าน IEEE 802.15.4 ซะมากกว่า ในส่วนของ Network Layer กับ Physical Layer ก้อเปนเรื่องที่เรียนใน OSI Layer ทั้ง 7 นั่นแหละคล้ายๆกัน เพียงแต่ตัดออกมาเพียงบางส่วน

ส่วนที่ยากน่าจะเป็น Application Layer ของตัว Zigbee เอง ซึ่ง ทำงานเป็นลักษณะ object เยอะเหมือนกัน แต่พอได้อ่านแล้วก้อเข้าใจบ้างแหละนะ

สิ่งที่ยากขึ้นไปอีกน่าจะเป็นตอนทำการทดลองอ่ะดิ ยังไม่รุ้เลยว่าจะทำการทดลองแบบไหนอ่ะเนี่ย

แต่ช่วงนี้เอารายงานให้ผ่านไปก่อนแล้วกันอ่ะนะ…

ไหนๆก็มาอัพแล้ว วันนี้ก็ ได้มีโอกาสไปดูหนัง กะ ไปเดินเที่ยวมา แบบว่าตอนเช้าคุยกับอาจารย์สุรเดชเสร็จก้อเลยคิดว่าอยากจะไปพักผ่อนหน่อย หลังจากที่ทำงานติดต่อกันมาประมาณ 15 ชั่วโมงได้ เมื่อคืนก่อนนู้น แบบว่าเป็นซอมบี้มากๆเลย

วันนี้ก็ได้ซื้อรองเท้าคู่ใหม่จนได้แหละ เพราะคู่เก่าแบบว่าไม่ไหวแล้ว BAPE แต่ว่าใส่มาคุ้มมากๆเลยคู่นั้น คิดดูใส่ไปเรียนตลอดเลยตั้งแต่ปีสองเทอมสอง ยันปีสี่เทอม 1 เพิ่งจะเสีย แบบคุ้มมากๆเลย คู่นั้นประมาณพันกว่าบาทได้มั้ง ฝากพี่ไก๋ซื้อมาจากฮ่องกง

คราวนี้ก้อเลยซื้อ Nike ที่ช๊อปใน MBK นั่นแหละ พอดีดูมาหลายทีหละ ราคาไม่ลดซะที กลัวคนสอยไปก้อเลยกัดฟันซื้อมา

รูปร่างเป็นเช่นนี้แล…

เป็น NIKE รุ่น AIR MAX 90 PREMIUM อ่ะนะ สี ดำ ขาว แดง ฟ้า ทอง ที่ใต้รองเท้านิดหน่อย ลองใส่แล้วรู้สึกว่าแจ่มมากๆ

ราคาก็ไม่ค่อยตลกเลย สังเกตได้จากป้ายราคาอ่ะนะ

แต่นานๆซื้อที คงไม่เปนไรมั้ง…??

สีสดมากๆ ชอบๆ ^^

หลังจากที่ซื้อรองเท้าเสด ก้อเลยไปดูหนังอ่ะนะ

หนังที่ดูวันนี้ก้อคือเรื่อง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก

เจ๋งมากๆ หนังเรื่องนี้ มี 10 คะแนน ให้ 10 เต็มเลยจริงๆอ่ะนะ รู้สึกว่าหนัง GTH ทำออกมาตรงใจทุกเรื่องเลย

ชอบๆ ชีวิตอาจจะไม่ได้เป็นแบบในหนังเพราะว่าเรียนชายล้วนมา แต่รู้สึกว่าสื่อออกมาได้ดีมากๆเลย

ประทับใจจริงๆ ฮ่าๆ

วันนี้อัพแค่นี้แหละ คงไม่ว่างมาอัพบ่อยนักเพราะว่างานเยอะมากๆช่วงนี้ -*-

Popularity: 9% [?]

How to Read ECG into MATLAB & Biomedical Engineering Assignment 1

2010.08.09
0:04

มีคนถามมากันเยอะมาก

แต่ตอนแรกก็ใช้เวลานานเหมือนกันว่าจะทำได้ เพิ่งมาทำได้เมื่อวันนี้ช่วงเย็นๆอ่ะนะ – -’

จริงๆใน guide ของอาจารย์ที่ให้ในเว็บไซต์รู้สึกว่ามันจะไม่พอแหละ ต้องอ่านเพิ่มอ่ะ

หลักการของการทำก็คือ

เป็นการ นำ ค่าที่เราต้องการ มาใส่ในตัวแปร var1 อ่ะนะ จากที่อาจารย์บอกไว้

var1 = rdsign212('s20021.dat',2,501,2000)   % take rdsign212 function to read files to ecg variable

ซึ่ง function ของ rdsign212 คือ มี 4 parameter ที่ต้องใส่ให้มันคือ ชื่อไฟล์, จำนวน Lead, จุดเริ่มต้น, จุดสุดท้าย

จากนั้นเราจะได้ข้อมูลใน var1 เป็น ลักษณะ ชุดตัวแลข ที่เรียงกัน 2 column อ่ะนะ

วิธีการ plot เราจะใช้คำสั่ง

plot (var1,var2,var3)

แต่ที่ใช้จริงๆก็จะเป็นค่า ที่เรานำมาจาก variable ตะกี้ที่ถูกอ่านจาก rdsign212 อ่ะนะ

ซึ่งจะมีสิ่งที่ต้องรู้อีกคือ subplot คือการ plot ข้อมูลหลายๆหน้าต่างใน 1 หน้าต่างใหญ่

คำสั่งจะเป็น

subplot(rows, cols, whichArea)

ที่เราจะต้องใช้หลักๆก็คือ

subplot(2,1,1)
subplot(2,1,2)

ก็ไม่น่ามีอะไรแล้วอ่ะนะ

ที่เหลือก็คือวิธีการจะ plot ข้อมูลให้มันแยกออกจากกันระหว่าง column1  กับ column2 อ่ะนะ

จะใช้คำสั่ง สำหรับ plot เฉพาะ column 1 เท่านั้น

plot(:,1)

จะใช้คำสั่ง สำหรับ plot เฉพาะ column 2 เท่านั้น

plot(:,2)

บอกขนาดนี้แล้วคิดว่าน่าจะทำกันได้แล้วแหละ

ไม่ยากๆเกินความสามารถ

(แบบว่ากว่าจะแกะได้ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 55+) ก็จริงๆหาข้อมูลตาม web ต่างๆอ่ะนะ เวบเมืองนอกมี tutorial เยอะ วิธีการใช้ matlab

ส่วนข้อสุดท้ายก็ทำๆไปเหอะ

วาดวงจรให้อาจารย์ แล้วก็ proove ไป ตัวอย่างวงจรของ aVR และ aVF ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้

aVR

aVF

บอกถึงขนาดนี้แล้วก็ลองไปไล่พวก ลูปเองและกัน

ตรวจคำตอบของตัวเองได้จากเว็บไซต์ http://en.wikipedia.org/wiki/Electrocardiography

ซึ่ง คำตอบจริงๆจะเป็นประมาณนี้

จากนั้นก็ใช้ความสัมพันธ์ II = I + III อ่ะนะ ย้ายไปย้ายมา ทำให้สามารถเขียน aVR และ aVF ในเทอมต่างๆได้

แค่นี้เอง ง่ายมะ assignment – -’

เสียเวลานานมั๊กๆ

ไปแระ!

Popularity: 17% [?]

Blog pages
My Recent Posts