Category Archives: My Life

ไว้อาลัย อ.นวลฉวี เรืองไรรัตนโรจน์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 05.00 น. ได้ทราบข่าวว่า อาจารย์ นวลฉวี เรืองไรรัตนโรจน์ อาจารย์ผู้ทุ่มเทกับการสอนคอมพิวเตอร์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ้นชีวิตลง จากโรคร้าย (โรคมะเร็ง)

พอได้ข่าวก็รู้สึกเสียใจนะ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้สูญเสียบุคลากร ที่พร้อมด้วยความสามารถและเป็นอาจารย์ผู้ที่เสียสละอะไรหลายๆอย่าง จนได้มาเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนได้จนทุกวันนี้ ไม่รู้ว่านักเรียนรุ่นหลังๆ จะได้คิดแบบที่รุ่นพี่ๆได้คิดในตอนนี้รึเปล่านะ…

เล่าย้อนเวลาไปเมื่อประมาณ ม.4 (ประมาณ 8 ปีที่แล้ว) เด็กนักเรียนคนหนึ่ง ผู้ที่มีความสามารถในการเขียนเว็บไซต์ (บ้าง) และไม่เคยมีโอกาสใดๆมาก่อน ได้เดินเข้าไปหาอาจารย์ นวลฉวี เรืองไรรัตนโรจน์ และพูดต่อหน้าอาจารย์ว่า “ผมอยากแข่งทำเว็บไซต์ อาจารย์พอจะมีที่ไหนให้ผมพอไปแข่งได้บ้าง” เมื่อพูดไปตั้งแต่นั้นมา ก็ได้ออกรายการแข่งขันทำเว็บไซต์ เรื่อยๆ มาไม่ต่ำกว่า 7-8 รายการ ในระหว่างมัธยมศึกษาตอนปลาย มีทั้งชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง แต่สิ่งที่มันยิ่งใหญ่ ก็คือคำว่า ประสบการณ์ ที่อาจารย์ผู้นี้ได้มอบให้ ทำให้มีชีวิตที่ก้าวหน้าในวันนี้ มี Skill ต่างๆจนถึงทุกวันนี้, มีเว็บไซต์ส่วนตัวในทุกวันนี้, มีหลายๆบริษัท หลายๆบุคคล ที่ว่าจ้างทำเว็บไซต์ไห้เงินเป็นหลักหมื่นหลักแสน จะพูดไม่ได้เลยว่า มีในทุกวันนี้ได้ เพราะอาจารย์ท่านนี้จริงๆ

อย่างที่บอกว่า รู้สึกเสียใจ และรู้สึกเสียดาย จากการสิ้นชีวิต ของอาจารย์ในวันนี้ ในใจยังคิดอยู่ว่า ทำไมไม่เคยทำอะไรตอบแทนอาจารย์บ้าง มีได้จนทุกวันนี้ก็เพราะอาจารย์แทบทั้งสิ้น และตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะกลับไปดูแลงานบางส่วนของอาจารย์ที่โรงเรียนฯไปก่อน อาจจะ 1ปี , 2ปี หรือหลายๆปี ….

ในวันพรุ่งนี้ 5 มีนาคม 2555 ก็จะเป็นวัน พระราชทานเพลิงศพ ท่านอาจารย์แล้ว ไม่รุ้จะพูดว่าอย่างไร แต่ชีวิตคนเราก็หนีความตายไปไม่ได้ ดังนั้น เราควรทำชีวิตในวันนี้ให้ดีที่สุด อย่าให้เวลาที่มันเดินไม่มีวันรอเรา ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า ขอให้อาจารย์ นวลฉวี เรืองไรรัตนโรจน์ หลับอย่างสบายไปสู่สวรรค์ ปราศจากความห่วงสิ่งอะไรทั้งสิ้น และจะขอจดจำสิ่งที่อาจารย์เคยมอบให้ เป็นความทรงจำที่ดี ตลอดปัย…

 

ทดสอบงานวิจัยที่โรงพยาบาลธนบุรี 27-12-2554

วันนี้ได้รับเกียรติจาก คุณหมอ เชิดพงศ์ หังสสูต ให้สามารถนำเครื่องมือวัดแรงกดแบบจุด ที่ทางได้พัฒนาขึ้นจาก ห้องแล็ปปฏิบัติการวัดและประมวลผลทางชีวการแพทย์ ของ วิศวกรรมชีวการแพทย์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งในวันนี้ได้นำเครื่องมือวัดแรงกดแบบจุด มาทดสอบการเก็บข้อมูลของผู้ป่วย 2 ราย ซึ่งรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลธนบุรี

ท่านแรก เป็นเพศชาย อายุ 28 ปี น้ำหนัก 97.1 กิโลกรัม ส่วนสูง 170 เซนติเมตร อาการที่ตรวจพบคือ มีอาการเป็นบาดแผลใต้ฝ่าเท้าที่บริเวณ Meta Tarsal Head 5 ซึ่งเมื่อทดสอบจากการเดินบน Harris Mat ปรากฏว่า มีแรงที่กดลงบริเวณแผลเป็นจำนวนมาก (สีเข้ม) บริเวณ MTH5 ทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา เมื่อสอบถามประวัติ จึงทราบจากคุณหมอว่า ชายผู้นี้เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่เด็ก

หลังจากนั้นคุณหมอจึงได้ทำแผล และติดวัสดุที่คล้ายๆกับสติ๊กเกอร์สุญญากาศบนบริเวณบาดแผลของผู้ป่วย หลังจากนั้นจึง Mark ตำแหน่ง เพื่อที่จะติด Sensor วัดทั้งก่อนและหลังการปรับปรุงรองเท้า เพื่อดูว่าตัวเลขที่แน่ชัด ของการทำให้เกิด Force Peak ณ. ตำแหน่งนั้นๆ มีค่ามากน้อยเพียงใด

ต่อจากนี้เป็นขั้นตอนการติดเครื่องวัดบริเวณขาของผู้ป่วย และทำการวัดตลอดเวลาที่เดิน ซึ่งขีดความสามารถของเครื่องนี้คือ สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1-6 จุดในเวลาพร้อมกัน โดยสามารถเก็บข้อมูลโดยรวมได้ 1,000 Hertz หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า ในเวลา 1 วินาที สามารถเก็บข้อมูลจาก Sensor ที่ติดอยู่บริเวณตำแหน่งที่ต้องการวัด ได้ถึง 1,000 ข้อมูลในเวลาเดียวกัน ซึ่งประโยชน์ของเครื่องนี้หลักๆนั้น จะเป็นตัวที่สามารถ Re-Check ระหว่างการดัดแปลงรองเท้า หรือ แผ่นรองส้นเท้า ทั้งก่อนและหลังได้ เช่นก่อน การดัดแปลงรองเท้า มี แรงกดบริเวณตำแหน่งนั้นๆ 700 kPa (กิโลปาสคาล) แต่หลังการดัดแปลงรองเท้า เช่น เจาะให้เป็นรู หรือ การทำ แผ่นรองส้นเท้าพิเศษให้เข้ากับรูปเท้า อาจจะลดแรงกดบริเวณตำแหน่งนั้นๆได้ อย่างน้อย 40-50% หรืออาจจะมากกว่านั้น เช่น อาจจะลดจาก 700 kPa เหลือเพียง 300 kPa เป็นต้น เมื่อเราสามารถทราบตัวเลขระหว่างก่อนและหลังแล้ว อาจจะวางสมมุติฐานได้ว่า เมี่อแรงกดลดลงบริเวณตำแหน่งที่สนใจ อาจจะทำให้บาดแผล หรือ อาการเจ็บปวดบริเวณนั้น สามารถที่จะหายได้เร็วขึ้นเป็นต้น

นอกจากเราได้พัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ติดกับผู้ป่วยในขณะเดินแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งคือ ซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล หรือ อ่านข้อมูลจาก SD-Card ที่ถูกบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากเครื่องมือวัดแรงกดแบบจุด ซึ่งข้อมูลที่ได้ออกมานี้เป็นข้อมูลที่แสดงถึงการอ่านย้อนกลับ ตั้งแต่ต้นของการเดิน จนถึงการจบการเดิน และผลที่ได้มีลักษณะดังรูปต่อไปนี้


ดูข้อมูลโดยรวม โดยยังไม่มีการ Zoomไป ตำแหน่ง Force Peak ที่สนใจ (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)


ข้อมูลหรือบริเวณ Force Peak ที่เราในใจ ซึ่งจากรูป Peak สูงที่สุดของช่วงการเดินผู้ป่วยรายนี้คือ 512 kPa  (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)

จาก 2 รูปด้านบน เป็นรูปที่แสดงถึงข้อมูล ก่อนการดัดแปลงรองเท้า ซึ่งชายผู้นี้ บริเวณ MTH5 มีการกระทำจากแรงใต้ฝ่าเท้าสูงถึง 512 kPa ซึ่งเราได้จินตนาการว่า หากทำการดัดแปลงรองเท้าของผู้ป่วยแล้ว อาจจะทำให้แรงที่สูงขนาดนี้ ลดลง จึงได้ทำการดัดแปลงรองเท้าโดยวิธีการง่ายๆ คือ ทำการ Mark ตำแหน่งที่มีบาดแผล และ เจาะบริเวณพื้นรองเท้า ไม่ให้ แผลได้กระทบกับพื้นรองเท้าอีก ซึ่งวิธีการนี้ อาจจะทำให้ผู้ป่วย หายจากบาดแผลที่เป็นอยู่ ไม่ช้าก็เร็ว

หลังจากที่ทำการดัดแปลงรองเท้าของผู้ป่วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจึงให้ผู้ป่วย ติดระบบเซ็นเซอร์ที่ได้พัฒนาขึ้น อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำการตรวจสอบว่า น้ำหนักที่ตกลงบริเวณจุดที่เราสนใจนั้น มีการเปลี่ยนแปลงลดลงหรือไม่ ซึ่งผลที่ได้ แสดงในรูปต่อไปนี้


ดูข้อมูลโดยรวม โดยยังไม่มีการ Zoomไป ตำแหน่ง Force Peak ที่สนใจ  (หลังการดัดแปลงรองเท้า)


ข้อมูลหรือบริเวณ Force Peak ที่เราในใจ ซึ่งจากรูป Peak สูงที่สุดของช่วงการเดินผู้ป่วยรายนี้คือ 273 kPa  (หลังการดัดแปลงรองเท้า)

จะเห็นว่าแรงที่กระทำบนบริเวณแผลนั้น ถูกลดลงเหลือเพียง 273 kPa เท่ากับว่า วิธีการดัดแปลงรองเท้า สามารถลดแรงที่กระทำกับบาดแผล ได้ถึง 46.67% นับว่าเป็นวิธีการที่ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย

จากนั้นเป็น ผู้ป่วยรายที่ 2 เพศหญิง อายุ 63ปี น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 160 เซนติเมตร อาการเบื้องต้นที่ตรวจพบคือ บริเวณนิ้วโป้งเท้าด้านขวามีอาการเป็นบาดแผล จึงให้เดินบน Harris Mat จากนั้นได้ทำแผล เหมือนกับผู้ป่วยรายแรก

สิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงผู้นี้นั้น สังเกตเห็นจาก มีจุดส่วนใหญ่ที่เป็น High Pressure อยู่ที่บริเวณนิ้วทั้ง 5 ของเท้าผู้ป่วย เมื่อสอบถามบุตรชายจึงได้ความว่า ผู้เป็นมารดาชอบยืนอยู่กับที่แล้วมีอาการเล็บจิกไปยังพื้นที่ยืนอยู่ ทำให้บางครั้งไม่สามารถทรงตัวได้ดี จากนั้น จึงได้ลองทดสอบโดย ให้ผู้ป่วย ติดเครื่องวัดแรงกดแบบจุดและทำการทดสอบ ทั้งก่อนและหลัง จากดัดแปลงรองเท้า


ดูข้อมูลโดยรวม โดยยังไม่มีการ Zoomไป ตำแหน่ง Force Peak ที่สนใจ (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)


ข้อมูลหรือบริเวณ Force Peak ที่เราในใจ ซึ่งจากรูป Peak สูงที่สุดของช่วงการเดินผู้ป่วยรายนี้คือ 158 kPa  (ก่อนการดัดแปลงรองเท้า)

สังเกตเห็นว่า จริงๆแล้ว จากข้อมูลที่ถูกนำกลับมาเปิดย้อนหลังดู ปรากฏว่า ช่วง Peak สูงสุดมีเพียงครั้งเดียวเพียงช่วงแรกๆคือ ประมาณ 158 kPa แต่หลังจากนั้น ระหว่างจังหวะการเดินนั้น แรง Force ที่เกิดขึ้น อยู่ในช่วงที่ต่ำมาก ซึ่งจะมีช่วงการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ประมาณ 40-60 kPa เท่านั้น จึงสรุปว่า ช่วงแรกที่แรง Force ที่เกิดขึ้น 158 kPa อาจจะอยู่ในช่วงของการลงจากเตียง ซึ่งอาจจะมีช่วงเวลาที่ทำให้เกิด Spike Force เกิดขึ้น แต่น้ำหนักที่ลง ในเวลาเดินอยู่เพียงในช่วง 40-60 kPa เท่านั้น

จึงได้เกิดข้อสงใสกับผู้หญิงชรารายนี้ ว่าเพียง 40-60 kPa สามารถทำให้เกิดบาดแผลได้ขนาดนี้เชียวหรือ จึงเตรียมการเจาะรูรองเท้าเช่นเดียวกับบุคคลแรก ปรากฏว่า ในขณะที่ทำการวัด Size รูที่จะเจาะรองเท้า ได้พบกับสิ่งผิดปกติของรองเท้า หญิงชรารายนี้ ซึ่งเป็นดังรูป

สิ่งที่เกิดขึ้นกับรองเท้า ของผู้ป่วยรายนี้ แล้วทำให้เกิดแผลนั้น ไม่ใช่เกิดจากแรง Force ที่เกิดจากการเดินเล็บจิกอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกิดจาก ภายในรองเท้ามีเหล็ก โผล่ออกมาบริเวณนิ้วโป้ง ที่ทำให้เกิดแผล แล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยรายนี้ เมื่อเดินกับระบบเซ็นเซอร์ที่ติดบริเวณปลายนิ้วแล้ว แรงกระทำที่เกิดขึ้นมีค่าน้อยมาก จึงไม่ต้องทำการเจาะรูรองเท้าของผู้ป่วยรายนี้ เพียงแต่นำเหล็กที่โผล่ออกมา ออกจากรองเท้าไปนั่นเอง

ตอนนี้รู้สึกว่างานที่ทำ มีประโยชน์กับผู้ป่วยบ้างไม่มากก็น้อย สามารถเปรียบเทียบสีหน้าของผู้ป่วยได้จาก ตอนเข้าห้องคุณหมอมา กับตอนออกไปจากห้อง ความรู้สึกนั้นมันต่างกัน การที่คนไข้เข้ามาบอกว่ามีปัญหาตรงนี้ เราวัด บอกค่าเค้าไปเช่น 500 kPa แต่ตอนหลังก่อนออกจากห้องตัวเลขมันลดลงได้ รุ้สึกชื่นอกชื่นใจ ที่ในประเทศไทยเรา ยังมีคุณหมอบางท่านหรือหลายๆท่าน ที่เห็นคุณค่าเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาโดยคนไทยด้วยกันเอง เนี่ยแหละ คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก…

และจะกลับมาพบกันใหม่ เมื่อออกหน้างานอีกครั้ง ^^’

การกลับมาอีกครั้ง..หลังจากที่หายไปนาน?

ช่วงนี้ ไม่ค่อยมีเวลา และไม่มีเวลาจริงๆ การเรียนระดับปริญญาโทนี่ไม่ใช่เรื่องหมูอย่างที่คิด จึงเข้าใจพี่ๆหลายๆคน ที่ไม่จบปริญญาโท ในสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ให้ได้ภายใน 2 ปี

ซึ่งตอนนี้ก็ได้พบกับตัวเอง และคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากด้วย สิ่งนั้นก้อคือ “งาน” ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวิชา ซึ่งมันไม่หมูๆเหมือนปริญญาตรีที่จะอยุ่ดีดีลอกแล้วมาส่งกันได้ อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่เรียนจำนวนน้อย และภูมิความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น จึงต้องมีคำว่า “คิดเองเอาซะบ้าง” เกิดขึ้นในหัวสมอง

ซึ่งปัจจุบัน งานวิจัยก็ยังไม่ได้ไปถึงไหน ตอนแรกคิดว่าจะทำ Plantar Pressure Measurement แต่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เซ็นเซอร์มีราคาแพงมาก ตัวละ 900 บาท แต่ถ้านำมาใช้เป็น Array จะต้องทำถึง 80 ตัว ต่อเท้า 1 ข้าง และปัญหาต่อมาก็คือ อุปกรณ์เซ็นเซอร์แต่ละตัวที่ได้มานั้น มันก้อไม่ได้หมายความว่า ผลการตอบสนองจะเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้เครียดแล้วเครียดอีก เพราะกราฟแต่ละตัว แทบจะไม่ซ้อนทับกันเลยก็ว่าได้ เห้อ…

ตอนนี้สิ่งที่ทำ ก็คือ อาจจะเปลี่ยนจากการทำ Plantar Pressure Measurement หรือ Foot Scan มาเป็น Force Plate แทน ซึ่งจะลองไปคุยกับ สมาคมการกีฬาแห่งประเทศไทย อาจจะนำไปใช้ผนวกกับ เรื่องของ Reaction Time ของนักมวย ตอนนี้ก็ยังอยุ่ในขั้นวิจัย และคงต้องเป็นไปอีกนาน อ่ะนะ

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปอบรมที่สำนักบริการคอมพิวเตอร์ เป็นการอบรมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสถาบัน ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้เป็นผู้โดนรับเชิญหรืออะไร แต่ว่าพี่อั๋น ที่เป็นคนดูแล IT ของวิศวกรรมศาสตร์ ได้เชิญไปด้วย เนื่องจากอาจจะเห็นว่าตอนนี้ก็ได้ดูแล(ชั่วคราว) อยู่ที่ตึก B ถ้าเกิดว่าไป อาจจะสามารถแก้ไขอะไรเบื้องต้นได้ หากเกิดปัญหาเน็ตเวิร์กล่มที่ตึก B เนื่องจากว่าตึก B เป็นโหนดนึง ที่โดนดึงไปใช้งานหลายตึก และค่อนข้างจะมีปัญหามากๆ ทำให้เน็ตของภาค ติดๆ ดับๆ เล่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

ซึ่งจากการไปเทรนครั้งนี้ก็พบว่า จริงๆแล้วปัญหาต่างๆนั้น อาจจะเกิดที่ตัวเราเอง คือ User ภายในสาขาวิชาเอง ที่เป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้เกิด Network แย่ๆลง ซึ่งอาจจะเกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การ ลงระดับ Hub/Switch มากกว่า 3 Level เป็นต้น เนื่องจากมันเป็นตึกเก่า แต่ละห้องใช้อินเตอร์เน็ตลากสายไปมากันอย่างสนุกสนาน เวลาเกิดปัญหาจริงๆก็แก้ไขยาก เนื่องจากระบบตอนแรกไม่จัดสรรเป็นอย่างดี จุดรวม Switch ที่ออกมาจากตัว Switch Layer3 ของ Backbone นั้น เดินสายไม่เป็นระเบียบ และไม่ Mark แน่นอนว่า Port นี้คือของห้องนี้ เวลาเกิดปัญหามันก็เลยยากที่จะจัดการ

นอกจากนี้ ที่ได้ไปสำนักบริการคอมพิวเตอร์ก็ได้ไปเจอกับเจ้าหน้าที่ หลายๆท่าน ซึ่งอาจจะเคยร่วมงานกันมาบ้าง แต่รู้สึกว่าการไปครั้งนี้ อะไรทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปหมด ชีวิตคนเราอาจจะมาถึงขั้นที่อาจจะต้องเดินด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะให้พี่ๆเค้ามาเอาใจใส่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ดีที่เห็นทางสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มีเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาใหม่หลายๆท่าน และอาจจะทำให้งานสามารถราบรื่นไปได้ด้วยดี แต่ใจจริงที่คิดไว้ จริงๆแล้วก็ไม่ได้อยากจะออกจากการช่วยงานที่สำนักบริการคอมซะเท่าไหร่ เพราะโตมากับที่นั่น มีพี่กิตติที่เคยให้โอกาส คอยแนะนำ ส่งเสริมในเรื่องต่างๆ รวมถึง อาจารย์นรินทร์ ที่เคยช่วยเหลือ หางานมาให้ทำ ต่างๆนาๆ แต่ปัจจุบัน กาลเวลาเปลี่ยน คนก็คงเปลี่ยน ถ้าเกิดว่ามันมีทางอื่นที่ดีกว่า เค้าก็คงวิ่งไปเส้นทางอื่น ดีกว่าใช้คนเดิมๆ งานเดิมๆ เทคนิคเดิมๆก็เป็นได้

เหตุผลหลายๆอย่างที่ไม่กล้าที่จะไปทำที่สำนักวิจัยก็คือ

1. ผู้คนตอนนี้มีมากมาย แต่ละคนมีการแบ่งงานอย่างชัดเจน ถ้าเกิดไป อาจจะทำให้มีผลกระทบกับงานที่บุคคลนั้นๆรับผิดชอบอยู่
2. เจ้าหน้าที่หน้าใหม่เข้ามามากมาย พื้นที่เริ่มคับแคบ เพราะต้องแบ่งตึกครึ่งหนึ่ง ให้กับวิทยาลัยการจัดการ เวลาทำงานอาจจะไม่มีสมาธิ
3. การที่จะต้องไปประจำอยู่ที่สำนักบริการคอมนั้น อาจจะทำให้ลำบากใจ เนื่องจากมีภาระการเรียนหนังสือ และงานวิจัยที่หนักเอาการ แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับ การยอมรับในสังคมที่มีหน้าใหม่ๆเข้ามา

ซึ่งวันก่อน ก็ได้มีโอกาสไปแวะหาอาจารย์นรินทร์ ไปสวัสดี แต่เนื่องจากแกอาจจะไม่มีเวลา จึงได้แค่สวัสดี แล้วก็เดินจากไป นี่อาจจะเป็นตัวบ่งชี้หนึ่ง ที่ในขณะนี้ทางสำนักบริการคอมพิวเตอร์ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสบาย โดยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญกว่าที่มีมาแต่ก่อน ถึงอย่างไร ก็ต้องขอบคุณพี่เปิ้ล ที่ยังเป็นห่วงและเป็นใย ตลอด และช่วยทุกๆอย่างที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ลาไปบวชอยู่ จริงๆก็ไม่ได้มีความโกรธเคืองอะไร แต่ว่า อาจจะมีความเข้าใจผิดจนถึงทุกวันนี้ที่ยังสาเหตไม่ได้ แต่ยังไงก็แล้วแต่ สิ่งที่ผ่านมาแล้ว มันก็ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก คงได้แต่คิดแต่ความทรงจำดีดี ที่เคยทำงานร่วมกันมา ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่อยู่ CSAG ทำโปรเจ็กต์ต่างๆนาๆ เซ็ต Server, Broadcast Radio ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต, เว็บไซต์ HotSpot, Software KMITL หรือแม้เว็บสถาบันก็แล้วแต่ ซึ่งมันยังคงเป็นความทรงจำที่ดีๆตลอดมา ไม่เคยลืมเลือนจริงๆ…

คำว่าเพื่อน มีค่าหนัก กว่าคำไหน
คำว่าเพื่อน คือค่าใจ และค่าจิต
คำว่าเพื่อน ควรค่า คะนึงคิด
คำว่าเพื่อน คือมิตร ตลอดกาล

ต่อไปก็ยังไม่รุ้ว่าเป็นยังไง แต่ชีวิตทุกคนก็ต้องก้าวเดินไปข้างหน้า ขอให้เพื่อนคนที่เอ่ยถึง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำให้ CSC เป็นอย่างที่ ผอ. เคยบอกไว้ว่า We Service, We Care ให้ได้ละกันเน้อ…

ต่อไปคงมาอัพบ่อยๆ แล้วพบกันใหม่ ^^;

Update Zigbee Project (Wireless Sensor Network)

และแล้วทุกอย่างก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ทั้งการสอบโปรเจ็กต์ สอบสัมภาษณ์ป.โท แต่วันนี้เราจามาพูดกันเรื่องโปรเจ็กต์ที่ได้ทำไปตอนปี 4 ดีกว่า ว่าคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง แล้วมานดีอย่างไร? มาเริ่มกานเรย !!!

โปรเจ็กต์ที่ทำมา ก็คือ Wireless Network Sensor มี Sensor Node กระจายตามจุดต่างๆ เป็นบริเวณกว้าง ที่สนใจใช้กับโปรเจ็กต์นี้ก็คือ ใช้ทางด้านเกษตรกรรม คือวัด อุณหภูมิ และวัดความชื้น โดย Sensor Node ต่างๆจะส่งข้อมูล ผ่านโปรโตคอล Zigbee มายังที่ Zigbee Coordinator และทำการแปลงข้อมูลเหล่านั้นผ่าน Gateway เพื่อที่จะส่งต่อไปยังตัว Server อีกทีหนึ่ง โดย Packet ในระบบที่วิ่งไปวิ่งมาตัว Gateway จะเป็นตัวบริหารจัดการ เก็บข้อมูล Packet API เหล่านั้น ลงใน Log บน Gateway (จริงๆในอนาคตอยากจะทำการเก็บข้อมูลลงใน SD Card ได้ เพื่อที่จะตรวจสอบข้อมูล Log เชิงระยะยาว) ทีนี้ข้อมูล API นอกจากที่จะอ่านบน Gateway คือ (ARM7 Cortex-M3 แล้ว) ยังถูกส่งต่อให้กับ Server อีกด้วย ข้อมูล API เหล่านั้น จะถูกแปลงโดย GUI ที่เขียนขึ้นโดย C#.NET โดยมีหน้าต่างบริหาร ให้ผู้ใช้เข้าใจได้โดยง่าย

นอกจาก Server รอรับข้อมูลจาก Gateway แล้ว ยังทำการเก็บข้อมูลลง ฐานข้อมูล MySQL โดยเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ผู้อื่น ตรวจสอบ/ดึงข้อมูลที่ถูกเก็บในระยะยาว ผ่าน เว็บไซต์ ที่ถูกออนไลน์ผ่าน โปรโตคอล TCP/IP ได้อีก

จากรูปแรก นอกจากที่เก็บข้อมูลจากโหนดปลายทางแล้ว เป็นการเฝ้าระวังระบบ ของเรามีสิ่งที่พิเศษก็คือ สามารถควบคุมระบบได้อีกด้วย ซึ่งสามารถใช้งานได้ในระบบปิด เป็นระบบ เฝ้าระวังและควบคุม อย่างเช่น รับค่าอุณหภูมิมา แล้วที่โหนด server ทำงานในโหมดเฝ้าระวังและควบคุมอยุ่ แล้วตรวจสอบได้ว่าอุณหภูมินั้นมีค่าสูงกว่าค่าอุณหภูมิขอบเขต (Temperature Threshold) ที่ถูกเซ็ตค่าไว้ ก็จะทำการส่งสัญญาณบางอย่างกลับไปควบคุมที่โหนดปลายทางได้ เช่น อุณหภูมิสูง ก็ส่งไปควบคุมวงจรรีเลย์ให้ทำการเปิดสวิต ทำให้พัดลมหมุน (จำลองจากเครื่องปรับอากาศ) อุณหภูมิก็จะสามารถเข้าสู่สมดุลได้ดังที่เคย

ต่อมามาดูอีกโหนดที่เป็นความชื้นก็เช่นกัน ถ้าค่าความชื้นที่ถูกส่งมา มีค่าต่ำกว่าที่เราต้องการในระบบปิด ระบบก็จะส่งสัญญาณออกไปควบคุมที่โหนดปลายทางนั้นๆ ให้ทำการเปิดสวิต โดยไปขับรีเลย์ ให้เครื่องกำเนิดความชื้นทำงาน (Humidifier)

ซึ่งระบบทั้งหมดที่ออกแบบมานี้ ได้ทดลอง แล้วสามารถใช้งานได้จริง โดยจำลองระบบขึ้นมา และทำการวัด ทั้งมอนิเตอร์ 24 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียว / ทดสอบควบคุมอุณหภูมิระบบปิด / ทดสอบควบคุมความชื้นระบบปิด

นอกจากนี้ยังได้ศึกษาเซ็นเซอร์ต่างๆ เข้าใจวิธีการนำเซ็นเซอร์มาใช้งาน ตั้งแต่เข้าใจหลักการพื้นฐานของเซ็นเซอร์ เข้าใจ Datasheet / ทำการสอบเทียบ ดูช่วงการใช้งานเซ็นเซอร์ และผลตอบสนอง / สร้างวงจรเพิ่มเติมให้เซ็นเซอร์เหล่านั้นมาใช้งานกับระบบของเราได้ เป็นต้น

จากด้านบนเป็นโปรแกรม GUI เฝ้าระวังและควบคุม ระบบ Zigbee Network ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด โดยทุกตัวเชื่อมต่อเป็นลักษณะ เครือข่ายแบบ MESH TOPOLOGY ด้านขวามือเป็นการมอนิเตอร์ข้อมูลที่จำเป็นในการแสดงผล ให้ผู้ใช้งาน ตรวจสอบแม้เพียงตาผ่านได้ว่า ข้อมูลในขณะนั้นๆเป็นยังไง

ส่วนด้านซ้ายมือจะแยกเป็นส่วนๆดังนี้

ส่วนล่างสุด เป็นการ Monitor Command สำหรับผู้รู้ระบบลึกๆ คือข้อมูลในระบบ API ทั้งหลาย ที่วิ่งไปวิ่งมา ผ่านตัว Coordinator จะถูกแสดงผลที่จุดนี้ แสดงข้อมูลตั้งแต่ เวลา วันที่ API Packet ที่ได้รับ หน้าที่ต่างๆ MAC ที่ถูกส่งมาจากปลายทาง สถานะเอาท์พุท ค่า ADC ที่ได้รับจากเซ็นเซอร์ต่างๆ เป็นต้น

ต่อมา เป็นการแสดง Information อย่างคร่าวๆ ว่าสถานะออนรึเปล่า ข้อมูลส่งมาล่าสุดเมื่อไหร่ อุณหภูมิ และ ความชื้นมีค่าเท่าใด สถานะเอาท์พุท อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงอยู่นั้น เปิดหรือปิดอยู่เป็นต้น

ส่วนต่อมา จุดสำคัญคือ Network Mode Control ว่าจะเป็นแบบ Manual (เฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว) หรือแบบ Auto (เฝ้าระวังและควบคุม)  ต่อมาด้านขวา คาบเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูล (หน่วยเป็นวินาที) โดยสามารถเซ็ตได้จาก เมนู Setting ในโปรแกรม

เอาเป็นว่าน้ำจิ้มแค่นี้ก่อนละกัน เพราะว่ามันมีฟังก์ชั่นที่เซ็ตค่าในโปรแกรมเยอะ เดวจะพิมพ์กันไม่เสร็จวันนี้…

ต่อมาเป็นหน้าเว็บไซต์ โดยที่ ตัว server ที่รัน GUI นั้นยังทำหน้าที่เป็น Webserver เชื่อมต่อ Database อีกด้วย เพื่อเรียกดูข้อมูลผ่านออนไลน์ได้

นี่คือหน้าเว็บไซต์ที่ได้ออกแบบไว้…

โดยตัวเว็บนี้สามารถ ดูข้อมูลที่จำเป็น ณ.เวลานั้นๆได้ สามารถ พล๊อตกราฟตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา / 7 วันที่ผ่านมา / 1 เดือนที่ผ่านมา หรือ 1 ปีที่ผ่านมาได้ และยังสามารถแสดงผลข้อมูลเหล่านั้น ลงสู่ไฟล์ Excel เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Export ข้อมูลออกไป ทำ Report อื่นๆ หรือ ไปพล๊อตกราฟรูปแบบอื่นๆ หรือ ได้ข้อมูลตามช่วงเวลาที่ต้องการได้

รูปแรก โหนดนี้เอาไว้ควบคุมอุณหภูมิ อ่ะนะ เป็นบอร์ด Demo เฉยๆ

รูปสอง รูปภาพรวมของทุกโหนด ที่สามารถนำไปไว้ตามจุดต่างๆเพื่อทดสอบได้จริง โดย ซ้ายสุดเป็น Gateway เชื่อมต่อกับ Server และ Xbee Coordinator

รูปสาม เป็นภายในของโหนด Zigbee ว่ามีอะไรบ้าง แต่ละโหนดจะไม่มี MCU ตัวอื่นนอกจาก โมดูล Xbee อยู่เลย เพราะอาจารย์บอกว่า ถ้าเอา MCU ไปทิ้งไว้ตัวนึง เหมือนเพิ่ม Cost ที่โหนดนั้นๆ แสดงว่าต้องทำอะไรที่ได้มากกว่านี้ อย่างเช่นอาจจะเก็บ Log File หรือทำอะไรด้วยตัวเองได้ นอกจากนี้ที่ทำแบบนี้ จะได้ใช้โมดูล Xbee Series2 ได้อย่าง Full-Function

(เห็นรูปนี้แล้วรู้สึกเสียดายที่กลุ่มอื่นหลายๆกลุ่ม ใช้ Zigbee เพียงแค่ แทนสายเส้นนึง คือต่อแทนสายอากาศ และก้อไม่ได้ใช้ Digital IO หรือ Analog Input ของมันเลย รู้สึกเสียดายจิงๆนะ… เพราะตัวนึงก้อไม่ใช่ถูกเลย ถ้าเอามาใช้แทนเสาอากาศนี่ น่าจะใช้พวก โมดูล RF แบบอื่นๆ ที่ราคาไม่แพง น่าจะเหมาะสมกว่า)

รูปสี่ เป็นโรงเรือนจำลอง ที่ใช้ตอนทำการทดลอง ทั้งเพิ่มอุณหภูมิ และ ลดความชื้นในระบบ แล้วดูว่า ระบบของเราสามารถที่จะควบคุมปัจจัยสิ่งเหล่านั้นได้รึเปล่า ปรากฎว่าควบคุมได้จิงๆอ่ะนะ…

รูป 5 เป็นรูปคืนก่อนสอบโปรเจ็กต์ ต้องเอาเข้าไปหมดนี่เลย แถมโน๊ตบุคอีก 2 ตัวด้วยกัน ตัวนึง Present ตัวนึงทำเป็น WebServer

รูป 6 อีกซักรูป

รูป 7 THESIS หนามากๆ อาจารย์ให้ทำซะเยอะเลย ทั้งหมดก็ประมาณ 214 หน้าได้  T^T  ทำเล่มทีจนเลย เหอๆ

หลังจากที่สอบโปรเจ็กต์เสร็จ ก็ถึงเวลาจากลา จัดห้องคืนอาจารย์ อิอิ ขอบคุณอาจารย์ กสิน วิเชียรชม มากๆ ที่ดูแลทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบเลย จะมีอาจารย์ที่ไหนที่ดีขนาดนี้อีก T^T อยู่ช่วยพรีเซ้น 2-3 วัน ตั้งแต่เช้า วันสุดท้ายเสร็จเกือบตีสอง ซาบซึ้งมากๆ….

ในที่สุดก็จบแล้วซะที เห็นว่าโปรเจ็กต์นี้มีบริษัทติดต่อมาขอซื้อ แต่ยังอยู่ในช่วงเจรจากันอยู่ ว่าไงก็ว่ากัน ถ้าไม่ได้ใช้อะไรมันก็ไม่ได้ประโยชน์ใช่มั๊ยหละ ก้อเอาไปเป็นวิทยาทานเผื่อจะทำขายได้จริงๆอ่านะ = =’

ต่อไปก้อต้อง…สู้ต่อไป วิศวกรรมชีวการแพทย์ อาจารย์ให้ Paper มาอ่านตั้งเยอะ ยังอ่านไปไม่ถึงไหน เหอๆๆๆ T^T

ต่อไปคงไม่ได้ทำต่อกับอาจารย์กสินแล้วหล่ะ อาจารย์ถนัดเรื่อง VLSI หรือพวกออกแบบ IC อ่ะนะ รู้สึกมานยากแน่ๆ ไม่ค่อยถนัดคำนวณหนักหน่วงเยอะๆซะเท่าไหร่ ประกอบกับ พี่เรียนหมอ แล้วเมื่อเทอมที่แล้วเคยเรียนวิชาเลือก Biomedical Electronics รู้สึกว่าชอบวิชานี้มากๆ ก็เลยตัดสินใจแล้วว่าจะต่อทางด้าน Biomedical Engineering อ่ะนะ ทำงานวิจัย คงหนีไม่พ้น Instrumentation หรือพวก Signal Processing แหละ

สู้กันต่อไป ทาเคชิ!